---
title: "เรียนรู้ทฤษฎีเกม (Game Theory) : ตอนที่ 1"
url: https://www.thepexcel.com/game-theory-01/
type: post
date: 2020-11-12
updated: 2020-11-24
author: Sira Ekabut
categories: ["Highlights : บทความแนะนำ"]
tags: [Strategy]
---

# เรียนรู้ทฤษฎีเกม (Game Theory) : ตอนที่ 1

ผมเองเป็นคนนึงที่สนใจศึกษาเรื่องของทฤษฎีเกม (Game Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ช่วยอธิบายเรื่องการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ค่อนข้างดี (คำว่าทฤษฎีเกมในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับเกมคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด แม้ผมจะชอบมากเหมือนกัน 555)

 

ดังนั้นเมื่อศึกษามาแล้วก็อยากจะลองเอามาแบ่งปันเพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน โดยถ้าเราเอาความรู้ที่ศึกษาใหม่ มาประยุกต์กับความรู้ที่ผมมีอยู่เดิม (เช่น Excel ) แน่นอนว่ามันน่าจะช่วยให้ผมมีความเข้าใจมันลึกซึ้งมากขึ้นไปด้วย เรียกว่า Win-Win มากๆ เลยล่ะ

 

ก่อนที่จะลงไปใช้ Excel กับมัน แน่นอนว่าผมต้องปูพื้นฐานหลักการของทฤษฎีเกมเบื้องต้นให้ทุกคนก่อนเนอะ

 

## ทฤษฎีเกม (Game Theory) คืออะไร?

 

มนุษย์พยายามหาวิธีทางที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ ในการอธิบายสถานการณ์ต่างๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าเป็นเรื่องการทำความเข้าใจธรรมชาติเราสามารถใช้หลักการทางฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เพื่ออธิบายสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำมาก

 

แต่ถ้าพอมาเป็นเรื่องของเชิงสังคมศาสตร์ การเมือง กลยุทธ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของคน มันพอจะมีทฤษฎีอะไรที่จะอธิบายได้หรือไม่ว่าทำไมผลลัพธ์ถึงออกมาเป็นอย่างนั้น? ทำไมแต่ละคน แต่ละฝ่ายถึงตัดสินใจเลือก choice นั้นๆ

 

ข่าวดีคือ มันมีทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจของคนได้ และสิ่งนั้นคือทฤษฎีเกมนั่นเอง

 

สรุปแล้วถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ทฤษฎีเกมคือการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เรียกว่าเกม **(Game)** ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เล่น (**Players**) สองฝ่ายขึ้นไป โดยที่แต่ละฝ่ายมีการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (**Strategy**) โดยแข่งขันกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของเกม (**Payoff**) ในหนทางที่ตัวเองได้รับประโยชน์มากที่สุด

 

ซึ่งเกมนั้นมีหลายลักษณะ เช่น

 
- เกมที่เล่นพร้อมกัน (Simultaneous) vs เกมที่มีคนเล่นตามลำดับ (Sequential)
- เกมที่แข่งขันครั้งเดียว (One-shot games) vs แข่งซ้ำหลายครั้ง (Repeated games)
- ผลรางวัลรวมคงที่ (Constant sum games) หรือผลรางวัลรวมไม่คงที่ (Non-constant sum games)

 

คนที่เริ่มต้นพัฒนาทฤษฎีเกมขึ้นมาก็คือนักคณิตศาสตร์ที่ชื่อว่า John von Neumann และนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า Oskar Morgenstern ในช่วงปี 1944 แต่ว่ามันยังใช้ได้ค่อนข้างจำกัด พูดง่ายๆ คือยังไม่เจ๋งพอ

 

ต่อมานักคณิตศาสตร์ที่ชื่อว่า John Nash (คนเดียวกับในหนังเรื่อง Beautiful Mind นั่นแหละ) ก็นำทฤษฎีเกมมาพัฒนาต่อจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์มากขึ้นจนโด่งดัง ใครสนใจเรื่อง Game Theory ก็แนะนำว่าอย่าพลาดหนังเรื่องนี้ครับ สนุกดี

 ![1](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/MAIN-John-Nash-1024x576.jpg)
*John Nash ตัวจริง และ ในหนัง Beautiful Mind*
 

## วิธีการหาจุดดุลยภาพ (คำตอบ) ของเกม

 

ในตอนนี้ผมจะนำเสนอ 3 วิธี ดังนี้

 
- **Iterated Elimination of Dominated Strategy **คือการดูว่า มีกลยุทธใดที่ห่วยกว่ากลยุทธ์อื่นอย่างชัดเจนหรือไม่ ถ้ามีก็ตัดทิ้งไปเรื่อยๆ จนเหลือกลยุทธ์ที่เจ๋งที่สุด
- **Nash Equilibrium** คือ ทางเลือกที่ดีที่สุด ภายใต้กลยุทธ์ที่คู่แข่งกำลังเล่นอยู่ นั่นคือถ้าคู่แข่งเลือกทางเลือกแบบนึงไปแล้ว เราจะไม่มีแรงจูงใจในการเปลี่ยนทางเลือกไปอีกทางนึง (แม้ไม่มีกฏเกณฑ์ใดๆมาบังคับให้เราอยู่ที่เดิม) จุดนั้นแหละคือ จุดสมดุลย์ของแนช หรือ Nash Equilibrium ซึ่งก็มาจากชื่อของ John Nash นี่แหละ (ซึ่งบางเกมจะมีจุด Nash Equilibrium ได้หลายจุดนะ)
- **Maximin Equilibrium **คือ เลือกลยุทธที่ให้ Pay off สูงสุด จากกลยุทธที่ให้ Pay off ต่ำ นั่นคือ ให้หาค่า Min มาก่อน แล้วค่อยดูว่าค่า Min อันไหนที่มาค่ามากที่สุด (Max)

 

## ตัวอย่างการวิเคราะห์ทางเลือกในสถานการณ์สมมติ

 

สมมตินาย A เลือกได้ 3 Action คือ บน กลาง ล่าง และนาย B เลือกได้ 2 Action คือ ซ้ายกับขวา ซึ่งเมื่อ Cross กันจะมีความเป็นไปได้ 3*2=6 แบบ ซึ่งได้ Pay Off หรือผลตอบแทนดังตาราง (ผสมปรับค่าในตารางให้เป็น Text ก่อนพิมพ์)

 ![2](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-007.png) 

ถ้าดูผ่านๆ เหมือนว่านาย B จะเลือกยากว่าจะไปซ้ายหรือขวาดี เพราะบางกรณีซ้ายให้ผลดีกว่า บางกรณีขวาให้ผลดีกว่า ส่วนนาย A ก็ดูเหมือนจะเลือกไม่ถูกเช่นกัน เพราะบางกรณีเหมือนจะดีกว่าอีกอัน

 

เรามาลองวิเคราะห์ด้วยแต่ละวิธีกันว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร?

 

### ถ้า Solve ด้วย **Iterated Elimination of Dominated Strategy** (ตัดทางเลือกที่ห่วยกว่าทิ้งไปเรื่อยๆ)

 

จะเห็นว่า สำหรับนาย A ทางเลือกกลาง เป็นทางเลือกที่ห่วยกว่าล่างเสมอ ดังนั้นตัดทิ้ง (ด้วยการกด Hide Row/Column ใน Excel 555)

 ![3](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-008.png) 

สำหรับนาย B จากสิ่งที่เหลือ ทางเลือกซ้าย เป็นทางเลือกที่ห่วยกว่าขวาเสมอ ดังนั้นตัดทิ้ง

 ![4](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-009.png) 

พอเห็นแบบนี้ A ก็จะต้องเลือกทางเลือกล่าง เพราะให้ผลดีกว่านั่นเอง และนี่คือคำตอบของวิธีแรกครับ

 ![5](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-010.png) 

### ถ้า Solve ด้วย **Nash Equilibrium**

 

ให้หาทางเลือกที่ดีสุดภายใต้ทางเลือกที่อีกคนเลือกก่อน เช่น

 
- สมมติให้ A เลือก บน แบบนี้ B จะเลือกขวา (เริ่มต้นที่จุดไหนก่อนก็ได้นะ)
- พอ B เลือกขวาแล้ว จะเห็นว่า A จะอยากเปลี่ยนไปเลือก ล่างแทน เพราะมันดีกว่า
- พอ B เห็น A เลือกล่างแล้ว จะพบว่าตัวเองก็อยากจะเลือกขวาอยู่ดี ไม่เปลี่ยนเป็นซ้ายแล้วเพราะมันแย่ลง
- ดังนั้นจุด ล่างขวา ก็คือ Nash Equilibrium ของเกมนี้นั่นเอง

 ![6](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-011x.png) 

### ถ้า Solve ด้วย **Maximin Equilibrium**

 

คราวนี้ลองมาดูวิธีสุดท้ายบ้าง นั่นคือ หาค่า Payoff ที่น้อยสุดออกมาก่อน ดังนี้

 ![7](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-012-1024x289.png) 

จากนั้นดูว่าทางเลือกใดได้ Min Pay Off สูงสุด

 ![8](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-013-1024x328.png) 

ซึ่งจะกลายเป็นว่าวิธีนี้ได้ผลลัพธ์คือ บนขวา ซึ่งได้ Payoff แค่ (7,4) แทนที่จะได้ (10,5) แบบ 2 วิธีก่อน

 

นั่นคือ วิธี Solve อันนี้เป็นแนวทางที่ค่อนข้าง Conservative นั่นคือไม่แย่สุด แต่อาจจะไม่ได้ดีนัก ซึ่งเหมาะกับกรณีที่เราไม่มีข้อมูลคู่แข่งดีพอเป็นต้น

 

## ตัวอย่างเคส Prisoner’s Dilemma

 

เคสตัวอย่างที่นิยมใช้ทฤษฎีเกมมาวิเคราะห์กันมากที่สุดและโด่งดังที่สุดก็คือ ความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner’s Dilemma) นั่นเอง สถานการณ์คือ ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยมาได้ 2 คน แต่หลักฐานยังไม่แน่นพอที่จะลงโทษหนักได้ (เช่น จำคุก 10 ปี) ทำได้แค่โทษเบาเท่านั้น (เช่น จำคุก 3 ปี)

 

ตำรวจผู้ที่รู้ซึ้งถึงทฤษฎีเกมจึงใช้แผนการจับผู้ต้องสงสัย 2 คนแยกห้องกัน และให้ข้อเสนอกับผู้ต้องสงสัยแต่ละคนว่า ถ้ายอมสารภาพจะลดโทษให้ (เช่น เหลือแค่จำคุก 1 ปี แต่ถ้าสารภาพทั้งคู่ก็จะเป็นจำคุก 5 ปี) โดยที่ผู้ต้องสงสัยแต่ละคนไม่สามารถสื่อสารกับเพื่อนได้แล้ว และไม่ค่อยมั่นใจในตัวเพื่อนเท่าไหร่ว่าจะทรยศหรือไม่?

 

ดังนั้นหน้าตาของตารางผลลัพธ์ของแต่ละการตัดสินใจจะเป็นแบบนี้ (ผมใส่ Pay Off ให้เป็นเลขติดลบ คือ ยิ่งจำคุกนาน ยิ่งแย่)

 ![9](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-001.png) 

มาดูกันว่าเกมนี้ ถ้า Solve ด้วยวิธีคิดแต่ละแบบ จะให้ผลเป็นอย่างไร

 

### ถ้า Solve ด้วย **Iterated Elimination of Dominated Strategy**

 

จะเห้นว่าทั้ง A และ B นั้น การสารภาพ(ทรยศเพื่อน) เป็นทางเลือกที่ให้ Pay Off กับตัวเองมากกว่าเสมอ ดังนั้นก็จะตัด Choice การไม่สารภาพทิ้งไปซะทั้งคู่เลย

 ![10](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-014.png) 

### ถ้า Solve ด้วย **Nash Equilibrium**

 
- สมมติว่าเริ่มจากจุด ไม่สารภาพทั้งคู่ จะเห็นว่า B จะมีแนวโน้มอย่างเปลี่ยนเป็นสารภาพ
- พอ B อยากจะเลือกสารภาพ ทำให้ A ก็จะสารภาพด้วย
- พอสารภาพทั้งคู่ จะไม่มีใครมีความอยากที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจแล้ว
- สรุปแล้ว จุดสมดุลของแนช คือ สารภาพกันหมดเลย

 ![11](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-015.png) 

### ถ้า Solve ด้วย **Maximin Equilibrium**

 

แบบนี้จะได้คำตอบเป็นสารภาพทั้งคู่เช่นกัน

 ![12](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-016.png) 

### สรุป Prisoner’s Dilemma

 

**สรุปแล้ว** ทั้งนาย A และ B ตัดสินใจสารภาพทั้งคู่

 

กลายเป็นว่า ผลลัพธ์ของเกม ทั้งคู่ต้องถูกจำคุกคนละ 5 ปี (รวมเป็น 10 ปี) ทั้งๆ ที่ถ้าทั้งสองคนร่วมมือกันไม่สารภาพทั้งคู่ ก็จะจำคุกแค่คนละ 3 ปี (รวมเป็น 6 ปี) เท่านั้น

 

นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า Prisoner’s Dilemma ซึ่งก็คือ สถานการณ์ที่ทำให้แต่ละคนมีแนวโน้มที่จะทรยศเพื่อเอาผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่าได้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าการที่ทุกคนร่วมมือกัน

 

อย่างไรก็ตาม เคสข้างบนนี้เป็น Prisoner’s Dilemma แบบ Classic คือเล่นทีเดียวจบเลย แต่ในชีวิตจริงมันอาจจะมีเกมแบบนี้ที่เล่นได้หลายรอบกับผู้เล่นคนเดิม (เรียกว่า Iterated Prisoner’s Dilemma) ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพราะเราสามารถเรียนรู้จากการตัดสินใจของอีกคนได้ และรู้ว่าถ้าทรยศในระยะยาวจะแย่กว่าร่วมมือไปเรื่อยๆ

 

## ตัวอย่างเคส Battle of Sexes

 

เป็นเกมที่ต่างฝ่ายต่างชอบเล่นกลยุทธ์คนละอย่าง แต่การเล่นกลยุทธ์แบบเดียวกัน ให้ Payoff ดีกว่าแยกกันเล่น

 

เช่น การเลือกว่าจะไปทำอะไรดีระหว่างคู่รักสองคน ที่ผู้ชายชอบเล่นเกม ผู้หญิงชอบดูซีรีส์ โดยที่ถ้าแฟนเราทำในสิ่งที่เราชอบก็จะฟินมาก แต่ถ้าเราทำอยู่คนเดียวจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สรุปแล้ว Pay Off เป็นแบบนี้

 ![13](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-017.png) 

มาดูกันว่าเกมนี้ ถ้า Solve ด้วยวิธีคิดแต่ละแบบ จะให้ผลเป็นอย่างไร

 

### ถ้า Solve ด้วย **Iterated Elimination of Dominated Strategy**

 

จะพบว่าลำดับการพิจารณาค่อนข้างมีผล คือ ถ้าผู้ชายเล่นเกม ผู้หญิงต้องเล่นเกมตาม

 ![14](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-018.png) 

แต่ถ้าพิจารณาให้ผู้หญิงเลือกดูซีรีส์ก่อน ผู้ชายต้องดูซีรีส์ตาม

 ![15](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-019.png) 

### ถ้า Solve ด้วย **Nash Equilibrium**

 

จะเห็นว่าเกมนี้มีจุดสมดุลของแนชอยู่ 2 ที่ คือ เล่นเกมทั้งคู่ กับ ดูซีรีส์ทั้งคู่

 ![16](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-020.png) 

### ถ้า Solve ด้วย **Maximin Equilibrium**

 ![17](https://www.thepexcel.com/wp-content/uploads/2020/11/GameTheory-021.png) 

เคสนี้ไม่สามารถหาทางเลือกได้เลยเพราะคะแนนเท่ากันหมด

 

### สรุป Battle of Sexes

 

ทางที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขในระยะยาวคือ ให้คู่รักสลับกันเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบนั่นเอง ดีกว่าต่างฝ่ายต่างไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า โดยปราศจากแฟนเนอะ 555

 

## จบตอนแรก

 

ก็จบไปแล้วกับทฤษฎีเกมตอนแรก หวังว่าจะทำให้เพื่อนๆ เห็นภาพการใช้หลักการทฤษฎีเกมเบื้องต้น และคิดว่าเนื้อหายังไม่ยากจนเกินไปเนอะ ถ้าหากอ่านแล้วสงสัยตรงไหนก็ถามได้เลยนะครับ

 

ใครสนใจศึกษาเพิ่มเติม ผมแนะนำ Playlist อันนี้ครับ

 

[https://www.youtube.com/playlist?list=PLKI1h_nAkaQoDzI4xDIXzx6U2ergFmedo](https://www.youtube.com/playlist?list=PLKI1h_nAkaQoDzI4xDIXzx6U2ergFmedo)

    

ในตอนต่อไปจะเข้าสู่เนื้อหาที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีเรื่องความน่าจะเป็นมาเกี่ยวข้องด้วยครับ

---

_Source: [https://www.thepexcel.com/game-theory-01/](https://www.thepexcel.com/game-theory-01/)_
