TRUE เป็นฟังก์ชันที่คืนค่าตรรกะ TRUE ใช้เป็นค่าคงที่ (Boolean Constant) ใน DAX มักพบในรูปแบบยอดนิยมอย่าง SWITCH(TRUE(), ...) เพื่อเขียนเงื่อนไขแบบช่วง หรือใช้เป็นตัวอย่าง/ตัวแปรสำหรับตรรกะใน IF, AND, OR
ช่วยให้เขียนเงื่อนไขแบบ >=, <, ระดับ A/B/C ได้อ่านง่าย
TRUE() คืนค่าตรรกะ TRUE ใช้เป็นค่าคงที่ในนิพจน์
ตัวอย่างนี้แสดงว่า TRUE() สามารถใช้เป็นเงื่อนไขได้ (แม้ในงานจริงจะไม่ค่อยเขียนแบบนี้)
TRUE() ทำให้ SWITCH รับเงื่อนไขแบบช่วงได้ โดยระบบจะคืนผลลัพธ์ของเงื่อนไขแรกที่เป็นจริง
ใน DAX มักใช้รูปแบบ TRUE() เพื่อความสม่ำเสมอและชัดเจนว่าเป็นค่าตรรกะจากฟังก์ชัน
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ TRUE จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
FALSE คืนค่าตรรกะ FALSE ใช้เป็นค่าคงที่ใน DAX สำหรับสร้างตรรกะและเงื่อนไข เช่น ใช้กับ IF หรือใช้เป็นค่าตั้งต้นในตัวแปร
IF เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดใน DAX ใช้สำหรับตรวจสอบเงื่อนไข (logical test) แล้วคืนค่าที่แตกต่างกันตามผลลัพธ์ว่าเป็นจริง (TRUE) หรือเท็จ (FALSE) สามารถใช้ได้ทั้งในบริบท calculated column, measure, calculated table และ visual calculation ซึ่งทำให้มีความยืดหยุ่นสูง คืนค่าเป็น scalar value ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ข้อความ วันที่ หรือค่า boolean ถ้าไม่ระบุค่าสำหรับกรณีเท็จ (value_if_false) จะคืน BLANK() โดยอัตโนมัติ มีคุณสมบัติพิเศษคือ lazy evaluation behavior ที่ประมวลผลเฉพาะเส้นทาง (branch) ที่ถูกเลือกเท่านั้น ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี แตกต่างจาก Excel IF อย่างชัดเจนตรงที่ใช้รูปแบบอ้างอิงแบบ Table[Column] ทำงานภายใต้ filter context และแยกความแตกต่างระหว่าง BLANK กับ 0 อย่างเข้มงวด
IF.EAGER ทำงานเหมือน IF แต่ใช้แผน eager ที่อาจประเมินทั้ง value_if_true และ value_if_false ทำให้ควรระวังเรื่อง performance และกรณีที่อีกแขนงอาจเกิด error แม้เงื่อนไขจะไม่เลือกแขนงนั้น
SWITCH เป็นฟังก์ชันตรรมชาติสำหรับจัดการหลายกรณี ช่วยให้หลีกเลี่ยง IF ซ้อนหลายชั้น และสามารถใช้รูปแบบ SWITCH(TRUE()) ได้ สำหรับเงื่อนไขแบบช่วง (>=, <=) หรือเงื่อนไขซับซ้อน
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่