Thep Excel

NAฟังก์ชันส่งคืนค่า #N/A

ฟังก์ชัน NA() ใช้สำหรับส่งคืนค่าความผิดพลาด #N/A ซึ่งหมายถึง ‘ค่าไม่พร้อมใช้งาน’ (No Value Available) โดยไม่มีอาร์กิวเมนต์ใดๆ ใช้เพื่อทำเครื่องหมายเซลล์ที่ข้อมูลขาดหายไปหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมเซลล์ว่างในการคำนวณ

fx
=NA()

ความนิยม6/10
ความยาก1/10
ประโยชน์5/10

อัปเดต 2 December 2025

Syntax & Arguments

Additional Notes

ฟังก์ชัน NA ช่วยส่งกลับค่าความผิดพลาด #N/A ซึ่งมีประโยชน์มากเมื่อคุณต้องการระบุเซลล์ที่ข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน

เหตุผลที่คนใช้ NA() คือ: (1) ทำเครื่องหมายเซลล์ว่างเพื่อหลีกเลี่ยงการคำนวณที่ไม่ตั้งใจ (2) ป้องกันค่า #N/A ที่เกิดจากสูตรอื่นมาปรากฏในแผนภูมิ (3) สร้างตัวแทนที่ชัดเจนเมื่อข้อมูลหายไป

เมื่อสูตรใด ๆ อ้างอิงถึงเซลล์ที่มี #N/A ค่าความผิดพลาดจะแพร่กระจายไปยังนั้น คุณสามารถใช้ IFERROR หรือ IFNA เพื่อจัดการข้อผิดพลาดนี้ได้

Examples

สร้างค่าความผิดพลาด #N/A พื้นฐานNA()

ฟังก์ชัน NA() ไม่มีอาร์กิวเมนต์ใดๆ เพียงแค่พิมพ์ =NA() เพื่อส่งคืนค่าความผิดพลาด #N/A ในเซลล์

fx
=NA()

ผลลัพธ์#N/A
ใช้ NA() กับ IF เพื่อจัดการข้อมูลที่หายไปIF(A1="", NA(), A1*B1)

เมื่อ A1 ว่าง ส่งคืน #N/A แทนค่า 0 ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการรวมข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ในการคำนวณ

fx
=IF(A1="", NA(), A1*B1)

ผลลัพธ์#N/A (ถ้า A1 ว่าง) หรือ ผลลัพธ์การคูณ (ถ้า A1 มีข้อมูล)
ใช้ NA() กับ IFNA เพื่อจัดการข้อผิดพลาดของ VLOOKUPIFNA(VLOOKUP(E2, A1:C10, 3, FALSE), NA())

ถ้า VLOOKUP ไม่พบค่า ใช้ NA() เพื่อส่งคืนข้อผิดพลาด #N/A อย่างชัดเจนแทนข้อความว่าง

fx
=IFNA(VLOOKUP(E2, A1:C10, 3, FALSE), NA())

ผลลัพธ์#N/A (ถ้าไม่พบค่า) หรือค่า VLOOKUP
ใช้ NA() กับแผนภูมิเพื่อข้ามค่าใดค่าหนึ่งIF(C5

เมื่อข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข ส่งคืน #N/A ซึ่งแผนภูมิจะข้ามไป มีประโยชน์สำหรับป้องกันค่าลบที่ไม่ต้องการจากแผนภูมิ

fx
=IF(C5<0, NA(), C5)

ผลลัพธ์#N/A (ถ้า C5 < 0) หรือค่า C5

FAQs

NA() และการพิมพ์ #N/A โดยตรงต่างกันอย่างไร+

ไม่มีความแตกต่างในผลลัพธ์ – ทั้งสองวิธีส่งคืนค่า #N/A เหมือนกัน การใช้ =NA() ถูกมองว่าดีกว่าเพราะเป็นสูตร ขณะที่การพิมพ์ #N/A โดยตรงถูกมองว่าเป็นข้อความ

ทำไมการรับส่ง #N/A ไปยังสูตรอื่นถึงแพร่กระจาย+

เมื่อสูตรหนึ่งอ้างอิงถึงเซลล์ที่มี #N/A ค่าความผิดพลาดจะถูกส่งต่อไป นี่คือพฤติกรรมปกติของ Excel – หากข้อมูลแหล่งที่มามีข้อผิดพลาด การคำนวณที่ขึ้นอยู่กับมันจึงไม่สามารถสำเร็จได้

ความแตกต่างระหว่าง NA() และ IFNA() คืออะไร+

NA() สร้างค่าความผิดพลาด #N/A ขณะที่ IFNA() คือฟังก์ชันที่ตรวจสอบว่าค่าเป็น #N/A หรือไม่ ใช้ NA() เพื่อสร้าง ใช้ IFNA() เพื่อจัดการ/แทนที่

ฉันควรใช้ NA() ในกรณีใดบ้าง+

ใช้ NA() เมื่อ: (1) ต้องการทำเครื่องหมายข้อมูลที่หายไปอย่างชัดเจน (2) ต้องการป้องกันค่า #N/A ที่ไม่ต้องการจากแผนภูมิ (3) ต้องการให้สูตรอื่นตรวจจับว่าข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน

การแพร่กระจายของ #N/A ส่งผลต่อแผนภูมิอย่างไร+

แผนภูมิจะข้ามค่า #N/A โดยอัตโนมัติและไม่วาดจุดสำหรับเซลล์นั้น นี่เป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องการลบจุดข้อมูลบางจุดออกจากแผนภูมิ

Resources & Related

ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ NA จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง

ฟังก์ชันนี้NAInformation
Logical (3)
IF

IF เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่ใช้ตัดสินใจสองทางตามเงื่อนไข ตรวจสอบว่าเงื่อนไขเป็น TRUE หรือ FALSE แล้วคืนค่าที่แตกต่างกันไปตามผลลัพธ์ สามารถใช้ได้กับการเปรียบเทียบตัวเลข ข้อความ หรือวันที่ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสูตรแบบมีเงื่อนไข

IFERROR

IFERROR ช่วยดักจับ Error ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในสูตร (#N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME?, #NULL!) แล้วเปลี่ยนเป็นค่าที่เราต้องการแทน
.
ที่เจ๋งคือมันช่วยให้รายงานและ Dashboard ดูสะอาด ไม่มี Error แสดงให้ผู้ใช้งานเห็น โดยถ้าสูตรไม่มี Error ก็จะ return ผลลัพธ์ปกติ
.
ส่วนตัวผมคิดว่าฟังก์ชันนี้เป็น "ตัวช่วยมหาเทพ" สำหรับคนทำรายงานเลยครับ 😎

IFNA

IFNA เป็นฟังก์ชันที่ช่วยจัดการ #N/A errors โดยแทนค่าเป็นข้อความหรือค่าอื่นที่คุณกำหนด เหมาะสำหรับการค้นหาข้อมูลที่อาจไม่พบผลลัพธ์

Information (2)
ISERROR

ISERROR ตรวจสอบค่าว่าเป็น Error หรือไม่ โดยครอบคลุม Error ทุกประเภทใน Excel ได้แก่ #N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME?, และ #NULL! มักใช้คู่กับ IF เพื่อแสดงข้อความเตือนหรือจัดการกับ Error ก่อนที่จะแสดงผล

ISNA

ISNA ตรวจสอบเฉพาะ Error #N/A ที่เกิดจากการค้นหาไม่เจอในฟังก์ชันต่างๆ เช่น VLOOKUP หรือ MATCH มีประโยชน์มากเมื่อต้องแยกแยะระหว่าง "หาไม่เจอ" กับ "สูตรคิดผิด"

Comments

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่