CHAR แปลงรหัสตัวอักษร (1-255) เป็นตัวอักษรจริง มีประโยชน์สำหรับแทรกอักขระพิเศษที่พิมพ์ยาก เช่น การขึ้นบรรทัดใหม่
=CHAR(number)
=CHAR(number)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number | Number | Yes | รหัสตัวอักษร (1-255) จากชุดอักขระ ANSI บน Windows หรือ Macintosh บน Mac |
ใช้ CHAR(10) เพื่อบังคับขึ้นบรรทัดใหม่เมื่อเชื่อมข้อความด้วยสูตร
CHAR(65)=CHAR(65)
"A"
"บรรทัดแรก" & CHAR(10) & "บรรทัดที่สอง"="บรรทัดแรก" & CHAR(10) & "บรรทัดที่สอง"
ข้อความ 2 บรรทัด (ต้องเปิด Wrap Text)
CHAR(34) & "ข้อความ" & CHAR(34)=CHAR(34) & "ข้อความ" & CHAR(34)
"ข้อความ"
"ชื่อ" & CHAR(9) & "นามสกุล"="ชื่อ" & CHAR(9) & "นามสกุล"
ชื่อ [Tab] นามสกุล
CHAR(10) ทำให้ขึ้นบรรทัดจริงๆ แต่ Excel ต้องเปิด Wrap Text ให้เซลล์เพื่อให้เห็นได้ ถ้าไม่เปิด ข้อความจะซ่อนอยู่ภายในเซลล์
CHAR รองรับเฉพาะรหัส 1-255 เท่านั้น ถ้าต้องการอักขระ Unicode (เช่น emoji หรืออักษรต่างชาติ) ให้ใช้ UNICHAR แทน
CHAR ใช้ได้ทุกเวอร์ชัน Excel ตั้งแต่เก่าแบบ Excel 2003 ไปจนถึง Excel 365 และ Excel 2024 บน Windows และ Mac
ไม่ครับ Excel for Web รองรับเฉพาะ CHAR(9), CHAR(10), CHAR(13), และ CHAR(32) ขึ้นไปเท่านั้น รหัสอื่นๆ อาจไม่ทำงาน
CHAR แปลงรหัส → ตัวอักษร (เหมือน 65 → A) ส่วน CODE แปลง ตัวอักษร → รหัส (เหมือน A → 65) มันตรงกันข้าม
CHAR เป็นฟังก์ชันที่แปลงรหัสตัวอักษร (ASCII/ANSI) เป็นตัวอักษรจริง ถ้าคุณอยากได้ตัว A ก็ใช้ CHAR(65) ถ้าอยากให้ข้อความขึ้นบรรทัดใหม่ก็ใช้ CHAR(10) มันเหมือนตัวแปลระหว่างรหัสกับตัวอักษรเลยครับ
ที่เจ๋งคือมันช่วยเอาอักขระพิเศษที่พิมพ์ยากหรือพิมพ์ไม่ได้มาใส่ในสูตร เช่น เครื่องหมายฟันหนู (CHAR(34)) การขึ้นบรรทัด (CHAR(10)) หรือแม้แต่ symbols ต่างๆ ส่วนตัวผมใช้ CHAR(10) กับ CHAR(9) บ่อยที่สุดเพราะมันช่วยจัดการการขึ้นบรรทัดและ Tab อักษร