FALSE คืนค่าตรรกะ Boolean FALSE โดยตรง ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0 ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์
.
ที่เจ๋งคือทำให้สามารถนำไปใช้กับฟังก์ชันคำนวณได้โดยตรงโดยไม่ต้องแปลง มักใช้ร่วมกับ IF AND OR NOT และ IFERROR เพื่อควบคุม logic ของสูตรเงื่อนไข
.
ใน Excel คุณสามารถพิมพ์ FALSE โดยตรง (ไม่มีวงเล็บ) หรือเรียกเป็นฟังก์ชัน FALSE() ก็ได้ ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการ
=FALSE()
=FALSE()
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| (ไม่มี argument) | N/A | Optional | N/A | ฟังก์ชัน FALSE ไม่รับ argument ใดๆ เป็นฟังก์ชันที่คืนค่า FALSE คงที่โดยไม่ต้องการข้อมูลเข้า สามารถเรียกใช้ด้วย FALSE() เท่านั้น ไม่สามารถส่งค่าใดๆ เข้าไปในวงเล็บได้ |
เมื่อต้องการกำหนดผลลัพธ์เป็น FALSE อย่างชัดเจนในฟังก์ชัน IF, IFS หรือ SWITCH เพื่อให้สูตรมีความชัดเจนและอ่านง่าย โดยเฉพาะในสูตรที่ซับซ้อนหรือมีหลายเงื่อนไข
ใช้ FALSE() แบบมีวงเล็บเมื่อต้อง export/import ไฟล์ไปยังโปรแกรมอื่นที่ต้องการรูปแบบ function หรือเมื่อเขียน VBA macro ที่ต้องการเรียกใช้ฟังก์ชันแบบมาตรฐาน
ใช้คุณสมบัติที่ FALSE=0 และ TRUE=1 เพื่อนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง หรือคำนวณค่าตามเงื่อนไขโดยไม่ต้องใช้ IF เช่น การใช้ SUMPRODUCT กับเงื่อนไขหลายข้อ
ใช้ FALSE() เพื่อทดสอบสูตรตรรกะ เช่น บังคับให้เงื่อนไขใน AND เป็น FALSE เสมอ หรือใช้เป็นค่าทดสอบใน unit testing ของสูตรที่ซับซ้อน
FALSE()=FALSE()
FALSE
FALSE()+FALSE()+TRUE()=FALSE()+FALSE()+TRUE()
1
IF(A1>=50, "ผ่าน", FALSE())=IF(A1>=50, "ผ่าน", FALSE())
FALSE (ถ้า A1 < 50)
NOT(FALSE())=NOT(FALSE())
TRUE
OR(FALSE(), FALSE(), TRUE())=OR(FALSE(), FALSE(), TRUE())
TRUE
FALSE()=FALSE=FALSE()=FALSE
TRUE
ใน Excel ทั้งสองแบบให้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการครับ FALSE() เป็นฟังก์ชัน (มีวงเล็บ) ขณะที่ FALSE เป็นค่าคงที่ทางตรรกะ (ไม่มีวงเล็บ)
.
คุณสามารถใช้แทนกันได้ทุกกรณี ไม่มีผลต่างกันเลย 😊
.
FALSE() มีประโยชน์เมื่อต้องการ compatibility กับโปรแกรม spreadsheet อื่นที่อาจต้องการรูปแบบฟังก์ชัน หรือเมื่อเขียน VBA macro ที่ต้องการเรียกใช้แบบฟังก์ชัน
.
แต่ส่วนตัวผมแนะนำให้ใช้ FALSE (ไม่มีวงเล็บ) เพราะสั้นกระชับและเป็นมาตรฐานใน Excel มากกว่า 👍
FALSE มีค่าเท่ากับ 0 และ TRUE มีค่าเท่ากับ 1 เมื่อใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ครับ
.
ที่เจ๋งคือทำให้เราสามารถนับเงื่อนไขได้โดยตรง 💡 เช่น =SUM(A1>100, A2>100, A3>100) จะนับจำนวนเซลล์ที่มีค่ามากกว่า 100 หรือ =SUMPRODUCT((A1:A10>100)*1) จะนับจำนวนเซลล์ในช่วงที่มีค่ามากกว่า 100
.
วิธีแปลงค่าตรรกะเป็นตัวเลขก็ทำได้ง่ายๆ เช่น =FALSE*1 = 0, =TRUE-FALSE = 1, =–FALSE = 0 (double negative)
.
ผมใช้เทคนิคนี้บ่อยมากครับ โดยเฉพาะกับ SUMPRODUCT ช่วยให้เขียนสูตรนับแบบมีเงื่อนไขได้สั้นและเร็วกว่า COUNTIFS เยอะ 😎
จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ FALSE() ครับ ใช้ FALSE (ไม่มีวงเล็บ) โดยตรงก็ได้เลย สั้นกว่าและเป็นมาตรฐานใน Excel 😊
.
แต่มีกรณีที่ควรใช้ FALSE() บ้าง:
1) Export/import ไฟล์ไปยังโปรแกรม spreadsheet อื่นที่อาจต้องการรูปแบบฟังก์ชัน
2) เขียน VBA macro ที่ต้องการเรียกใช้แบบฟังก์ชัน
3) ต้องการให้โค้ดสอดคล้องกับการใช้ TRUE() ในส่วนอื่นของสูตร
.
ส่วนตัวผมใช้ FALSE (ไม่มีวงเล็บ) เกือบตลอดครับ เว้นแต่จะเขียน VBA 👍
เนื่องจาก FALSE=0 คุณสามารถใช้ในสูตรคำนวณได้โดยตรง เช่น =FALSE*10 = 0, =TRUE-FALSE = 1, =10+FALSE = 10, =SUM(TRUE, FALSE, TRUE) = 2
.
ที่เจ๋งคือวิธีนี้มีประโยชน์มากในการสร้างสูตรนับแบบมีเงื่อนไข 💡
.
เช่น =SUMPRODUCT((A1:A10>100)*(B1:B10=”Active”)) จะนับจำนวนแถวที่ A>100 และ B=”Active” โดยการแปลงเงื่อนไข TRUE/FALSE เป็น 1/0 แล้วคูณกัน แล้วรวมผลลัพธ์ครับ
FALSE เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่มีใน Excel ทุกเวอร์ชันตั้งแต่เริ่มต้น (Excel 2003 ขึ้นไป) รวมถึง Excel for Microsoft 365, Excel 2019, 2016, 2013, 2010, Excel for Mac และ Excel for the web
.
นอกจากนี้ยังมีใน Google Sheets, LibreOffice Calc และ spreadsheet program อื่นๆ ทุกตัว เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ Boolean logic มาตรฐานที่ทุกโปรแกรม spreadsheet รองรับครับ
FALSE ใช้งานร่วมกับฟังก์ชันตรรกะได้หลากหลาย:
.
1) IF: =IF(A1>100, “ผ่าน”, FALSE) คืนค่า FALSE เมื่อไม่ผ่านเงื่อนไข
2) OR: =OR(A1>100, FALSE) จะเป็น TRUE ก็ต่อเมื่อ A1>100
3) AND: =AND(A1>100, FALSE) จะเป็น FALSE เสมอ (ใช้ในการทดสอบ)
4) NOT: =NOT(FALSE) คืนค่า TRUE เพราะกลับค่า FALSE
5) IFERROR: =IFERROR(A1/B1, FALSE) คืนค่า FALSE เมื่อเกิด error
.
การผสมผสานเหล่านี้ช่วยให้คุณสร้าง logic ที่ซับซ้อนได้อย่างยืดหยุ่นครับ 😎
FALSE เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่คืนค่า Boolean FALSE โดยตรง ใช้กับการสร้างเงื่อนไขและควบคุม logic ของสูตร
.
ที่เจ๋งคือมันแปลงเป็นตัวเลข 0 ได้อัตโนมัติเวลาใช้คำนวณ ส่วน TRUE ก็มีค่าเท่ากับ 1 ทำให้เราสามารถนำค่าตรรกะไปใช้ในการนับ รวม หรือคำนวณได้เลย 💡
.
ส่วนตัวผมใช้บ่อยมากครับ โดยเฉพาะเวลาต้องสร้าง CSV strings หรือนับเงื่อนไขแบบ dynamic ด้วย SUMPRODUCT 😎
ค่า FALSE เป็นหนึ่งในค่าตรรกะสองค่าของ Boolean logic (TRUE และ FALSE) ที่ใช้ควบคุมการทำงานของสูตรตามเงื่อนไข
.
ที่เจ๋งคือ ใน Excel ค่า FALSE มันแปลงเป็นตัวเลข 0 ได้โดยอัตโนมัติเวลาใช้คำนวณ ส่วน TRUE ก็มีค่าเท่ากับ 1 ทำให้เราสามารถนำค่าตรรกะไปใช้ในการนับ รวม หรือคำนวณได้เลย 💡
ฟังก์ชัน FALSE มักถูกใช้ร่วมกับฟังก์ชันตรรกะอื่นๆ เช่น IF (กำหนดผลลัพธ์เมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ), AND/OR (ตรวจสอบเงื่อนไขหลายข้อ), NOT (กลับค่าตรรกะ), และ IFERROR (จัดการข้อผิดพลาด)
.
เข้าใจการทำงานของ FALSE แล้วจะช่วยให้เราเขียนสูตรเงื่อนไขได้แม่นยำและควบคุม logic ของสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ 😎
คุณสมบัติที่น่าสนใจของค่าตรรกะใน Excel คือสามารถใช้ในการคำนวณได้โดยตรง
.
เมื่อ Excel ต้องการค่าตัวเลขแต่ได้รับค่าตรรกะแทน มันจะแปลง FALSE เป็น 0 และ TRUE เป็น 1 ให้เราโดยอัตโนมัติ
.
ตัวอย่างเช่น =FALSE()+FALSE()+TRUE() จะคำนวณเป็น 0+0+1 = 1 หรือ =SUM(TRUE,FALSE,TRUE,FALSE) ก็จะได้ 2
ส่วนตัวผมใช้เทคนิคนี้บ่อยมากในการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริงครับ 👍
.
เช่น =SUMPRODUCT((A1:A10>100)*1) จะนับจำนวนเซลล์ที่มีค่ามากกว่า 100 โดยการแปลงผลลัพธ์ TRUE/FALSE จากการเปรียบเทียบเป็นตัวเลข 1/0 แล้วนำมารวมกัน
.
วิธีนี้เป็นเทคนิคขั้นสูงที่ช่วยให้คุณสร้างสูตรนับแบบมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเขียนสูตรได้สั้นกว่า COUNTIFS เยอะ 😊