OR คือฟังก์ชันตรรกศาสตร์ที่ตรวจสอบเงื่อนไขได้สูงสุด 255 ข้อ และจะคืนค่า TRUE ถ้ามี ‘เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง’ เป็นจริง เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับการสร้างเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | ค่าเริ่มต้น | คำอธิบาย |
|---|---|---|---|
| logical1 | Logical | เงื่อนไขแรกที่ต้องการตรวจสอบ (ต้องให้ผลเป็น TRUE หรือ FALSE) เช่น A1>100 หรือ A1=”Admin” | |
| [logical2]ไม่บังคับ | Logical | – | เงื่อนไขเพิ่มเติม (สามารถใส่ได้สูงสุด 254 เงื่อนไขเพิ่มเติม รวม logical1 เป็น 255 เงื่อนไข) |
[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ
ฟังก์ชัน OR เป็นฟังก์ชันตรรกศาสตร์ (Logical Function) ที่ใช้ตรวจสอบเงื่อนไขหลายข้อพร้อมกัน
หลักการทำงานง่ายมาก: ถ้า **อย่างน้อยหนึ่ง** ในเงื่อนไขทั้งหมดเป็นจริง ผลลัพธ์ก็คือ TRUE ถ้าเงื่อนไขทั้งหมดเป็นเท็จ ผลลัพธ์ก็จะเป็น FALSE
ที่เจ๋งคือ OR ช่วยให้เราสร้างเงื่อนไข ‘ยืดหยุ่น’ ที่ใช้คำว่า ‘หรือ’ ได้แทนจะต้องใช้ IF หลายชั้น ทำให้สูตรดูสะอาดและ maintain ได้ง่าย
Highlight รายการสินค้าที่ 'หมดสต็อก' **หรือ** 'ใกล้หมดอายุ' เพื่อให้ผู้ใช้รีบตรวจสอบ
ส่งการแจ้งเตือนถ้า 'อุณหภูมิสูงเกินไป' **หรือ** 'ความชื้นต่ำเกินไป' (OR(Temp>35, Humidity<20))
สมมติ A2 เก็บตำแหน่งงาน สูตรนี้จะคืน TRUE ถ้าเป็น Admin **หรือ** Manager (ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง) ถ้าอื่นจะเป็น FALSE
สมมติ B2 = ระดับลูกค้า, C2 = ยอดซื้อรวม ถ้าลูกค้าเป็น Gold **หรือ** มียอดซื้อตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไป จะได้ส่วนลด 20%
WEEKDAY(TODAY(),2) คืนค่า 6 สำหรับเสาร์ และ 7 สำหรับอาทิตย์ สูตรนี้ช่วยเช็คว่าวันนี้เป็นวันหยุดทำงานหรือไม่
ใช้ตรวจสอบว่า A2 เป็นข้อมูลว่าง **หรือ** มีค่าน้อยกว่า 0 ถ้าจริงข้อมูลจะผิด เหมาะสำหรับ data validation ในการรับสินค้ากลับ
OR คือ 'หรือ' – ขอแค่ 'เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง' เป็นจริงก็พอ (ผลลัพธ์เป็น TRUE) ส่วน AND คือ 'และ' – ต้องให้ 'ทุกเงื่อนไข' เป็นจริงทั้งหมด ถึงจะได้ TRUE ตัวอย่าง: OR(TRUE,FALSE)=TRUE แต่ AND(TRUE,FALSE)=FALSE
Excel จะตีความอัตโนมัติ: ค่าที่ไม่ใช่ 0 = TRUE และค่า 0 = FALSE ตัวอย่าง: =OR(1, 0) คืน TRUE, =OR(0, 0) คืน FALSE, =OR(5, -3) คืน TRUE ทั้งคู่เป็นค่าที่ไม่ใช่ 0
ได้ แต่ต้องเป็นเงื่อนไขเทียบเท่า (comparison) เช่น A1="Admin" หรือ ISNUMBER(B1) ไม่สามารถใส่ "Admin" โดยลำพัง หรือจะ OR(A1) ได้ต้องใช้ =OR(A1="Admin", A1="Manager") แทน
สูงสุด 255 เงื่อนไข (logical1 ถึง logical255) ในทางปฏิบัติ ถ้ามากกว่า 10-15 เงื่อนไข ให้พิจารณาใช้ COUNTIF, SUMPRODUCT หรือ helper column แทนเพราะจะอ่านง่ายกว่า
ได้ แต่ต้องใช้ SUM เพื่อให้ array work ถูกต้อง เช่น =SUM((A1:A10>100)*1) หรือใช้ SUMPRODUCT แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขเดี่ยว ใช้ COUNTIF ง่ายกว่า เช่น =COUNTIF(A1:A10,">100")>0
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ OR จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
AND ตรวจสอบเงื่อนไขได้สูงสุด 255 เงื่อนไข โดยจะคืนค่า TRUE ก็ต่อเมื่อ Logical ทุกตัว (logical1, logical2,…) ให้ผลเป็น TRUE ทั้งหมด
.
เรียกได้ว่าเป็นแบบ 'เข้มงวด' ที่ต้องผ่านทุกข้อถึงจะได้ TRUE ครับ ถ้าสักข้อเดียวเป็น FALSE… จบเลย 😅
FALSE คืนค่าตรรกะ Boolean FALSE โดยตรง ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0 ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์
.
ที่เจ๋งคือทำให้สามารถนำไปใช้กับฟังก์ชันคำนวณได้โดยตรงโดยไม่ต้องแปลง มักใช้ร่วมกับ IF AND OR NOT และ IFERROR เพื่อควบคุม logic ของสูตรเงื่อนไข
.
ใน Excel คุณสามารถพิมพ์ FALSE โดยตรง (ไม่มีวงเล็บ) หรือเรียกเป็นฟังก์ชัน FALSE() ก็ได้ ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการ
TRUE คืนค่าบูลีน TRUE ซึ่งมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 ใช้เป็น fundamental building block ในการสร้าง logical formulas ร่วมกับ IF, AND, OR, NOT
.
ใน Excel สมัยใหม่สามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน
.
ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแปลง Boolean เป็นตัวเลข และการสร้าง formula switches นะครับ
IF เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่ใช้ตัดสินใจสองทางตามเงื่อนไข ตรวจสอบว่าเงื่อนไขเป็น TRUE หรือ FALSE แล้วคืนค่าที่แตกต่างกันไปตามผลลัพธ์ สามารถใช้ได้กับการเปรียบเทียบตัวเลข ข้อความ หรือวันที่ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสูตรแบบมีเงื่อนไข
IFS ทดสอบหลายเงื่อนไขตามลำดับที่กำหนด และคืนค่าของเงื่อนไขแรกที่เป็น TRUE แล้วหยุดทำงานทันที โครงสร้างเป็นคู่ (เงื่อนไข, ผลลัพธ์) ซ้ำได้สูงสุด 127 คู่ ทำให้อ่านและเขียนง่ายกว่า Nested IF แบบซ้อนชั้น ควรใส่ TRUE เป็นเงื่อนไขสุดท้ายเพื่อกำหนดค่า default ป้องกัน #N/A error มีตั้งแต่ Excel 2019 และ Microsoft 365 เท่านั้น
NOT ใช้กลับค่าตรรกะจาก TRUE เป็น FALSE และจาก FALSE เป็น TRUE เอาไว้เขียนเงื่อนไขแบบ 'ไม่ใช่' หรือ 'ไม่เข้าเงื่อนไข' โดยเฉพาะตอนสูตรซับซ้อนจนเขียนแบบเทียบตรงๆ ด้วย ไม่ไหว เช่น กรองข้อมูลไม่ซ้ำ หรือเช็คว่าค่าไม่หลุดช่วงที่กำหนด
ส่งกลับ TRUE หากจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริงเป็นจำนวนคี่ มิฉะนั้นส่งกลับ FALSE
ฟังก์ชัน BITOR ใช้สำหรับหาค่า Bitwise OR ของตัวเลขสองจำนวน โดยผลลัพธ์จะเป็น 1 เมื่อบิตใดบิตหนึ่งเป็น 1 ส่วน 0 เมื่อบิตทั้งสองเป็น 0
ISLOGICAL เช็คว่าเซลล์เป็นค่าตรรกะ (TRUE หรือ FALSE) จริง ๆ หรือเพียงแค่ข้อความที่อ่านดูเหมือน
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่