TRUE คืนค่าบูลีน TRUE ซึ่งมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 ใช้เป็น fundamental building block ในการสร้าง logical formulas ร่วมกับ IF, AND, OR, NOT
.
ใน Excel สมัยใหม่สามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน
.
ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแปลง Boolean เป็นตัวเลข และการสร้าง formula switches นะครับ
=TRUE()
=TRUE()
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| (ไม่มี arguments) | N/A | Optional | – | ฟังก์ชัน TRUE ไม่ต้องการ arguments ใดๆ เป็น zero-argument function ที่คืนค่า TRUE โดยตรง |
ใช้ TRUE() ใน IF formula เพื่อให้โค้ดอ่านง่ายและเข้าใจ logic ได้ชัดเจนขึ้น แม้ว่าจะไม่จำเป็นเสมอไปก็ตาม เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการความชัดเจนในการอ่าน formula
ใช้ค่าตัวเลข TRUE=1 ร่วมกับ SUMPRODUCT หรือ COUNTIF เพื่อนับจำนวนแถวที่ตรงตามเงื่อนไข technique นี้มีประสิทธิภาพสูงและใช้งานง่าย
แปลงผลลัพธ์ TRUE/FALSE จากเงื่อนไขเป็น 1/0 เพื่อใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์หรือสถิติ เช่นการสร้าง binary index หรือการถ่วงน้ำหนัก
สร้างเงื่อนไข logical ที่ซับซ้อนโดยรวม TRUE กับ AND, OR, NOT เพื่อตรวจสอบหลายเงื่อนไขพร้อมกัน เหมาะสำหรับการสร้างระบบตัดสินใจอัตโนมัติ
ใช้ TRUE() แบบมีวงเล็บเมื่อต้อง export/import ไฟล์ไปยังโปรแกรม spreadsheet อื่นที่อาจต้องการรูปแบบ function เช่น Google Sheets, LibreOffice Calc
TRUE()=TRUE()
TRUE
IF(85>=75, "ผ่าน", "ไม่ผ่าน")=IF(85>=75, "ผ่าน", "ไม่ผ่าน")
ผ่าน
TRUE() + TRUE() + FALSE()=TRUE() + TRUE() + FALSE()
2
SUMPRODUCT(--(SalesData>1000))=SUMPRODUCT(--(SalesData>1000))
5
AND(Math>=60, Science>=60, English>=60)=AND(Math>=60, Science>=60, English>=60)
TRUE (ถ้าทุกวิชาได้ 60 ขึ้นไป)
OR(Status="Urgent", Priority=1, DaysLate>7)=OR(Status="Urgent", Priority=1, DaysLate>7)
TRUE (ถ้ามีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเป็นจริง)
ใน Excel ทั้งคู่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการครับ ไม่มีความแตกต่างใดๆ ทั้งสองคืนค่า Boolean TRUE และมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1
.
การใช้ TRUE() มีประโยชน์เฉพาะเมื่อต้องการ compatibility กับโปรแกรม spreadsheet อื่นที่อาจต้องการรูปแบบ function หรือเมื่อต้องการให้โค้ดดูเป็น function call อย่างชัดเจน
.
แต่ใน Excel สมัยใหม่แนะนำให้พิมพ์ TRUE โดยตรงเพื่อความเรียบง่ายนะครับ 😊
TRUE มีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 และ FALSE มีค่าเท่ากับ 0 ใน Excel ครับ
.
ที่เจ๋งคือคุณสมบัตินี้ทำให้สามารถใช้ค่า logical ใน mathematical calculations ได้โดยตรง เช่น TRUE+TRUE=2, TRUE*FALSE=0, TRUE-FALSE=1 💡
.
การแปลงนี้เกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อนำค่า logical มาใช้ในการคำนวณ และเป็นพื้นฐานของ technique การนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริงด้วย SUMPRODUCT นะครับ
ในความเป็นจริง ใน Excel สมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ TRUE() เลยครับ แต่มีบางกรณีที่อาจต้องการ:
.
(1) เมื่อต้องการความชัดเจนใน formula ที่ซับซ้อนว่าคุณกำลังส่งค่า logical เข้าไป
(2) เมื่อต้อง export/import ไฟล์ไปยังโปรแกรม spreadsheet อื่นที่อาจไม่รู้จักค่าคงที่ TRUE
(3) เมื่อเขียน macro หรือ VBA ที่ต้องการเรียกใช้ function อย่างชัดเจน
.
ส่วนตัวผมใช้ TRUE (ไม่มีวงเล็บ) เกือบตลอดเวลาครับ 😊
เนื่องจาก TRUE มีค่าเท่ากับ 1 คุณสามารถใช้ SUMPRODUCT หรือ COUNTIF นับจำนวนได้หลายวิธี:
.
(1) =SUMPRODUCT((Data>50)*1) คูณด้วย 1 เพื่อแปลง TRUE/FALSE เป็น 1/0
(2) =SUMPRODUCT(–(Data>50)) ใช้ double negative (–) แปลงค่า ซึ่งสั้นกว่าและเป็นที่นิยม 💡
(3) =COUNTIF(Data,”>50″) ใช้ COUNTIF โดยตรงถ้าเงื่อนไขง่าย
.
แต่ SUMPRODUCT ยืดหยุ่นกว่าเมื่อมีหลายเงื่อนไข ส่วนตัวผมใช้บ่อยมากครับ 😎
ฟังก์ชัน AND จะคืนค่า TRUE ก็ต่อเมื่อทุกเงื่อนไขภายในเป็น TRUE ทั้งหมด ถ้ามีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเป็น FALSE แม้แค่ตัวเดียว AND จะคืนค่า FALSE ทันที
.
ในตัวอย่าง AND(TRUE(), TRUE(), FALSE()) มีเงื่อนไข 3 ตัว: สองตัวแรกเป็น TRUE แต่ตัวสุดท้ายเป็น FALSE เนื่องจากไม่ใช่ทุกเงื่อนไขที่เป็นจริง ผลลัพธ์จึงเป็น FALSE
.
ถ้าต้องการให้ผลลัพธ์เป็น TRUE เมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งเงื่อนไขเป็นจริง ให้ใช้ OR แทน เช่น OR(TRUE(), TRUE(), FALSE()) จะได้ TRUE ครับ 😊
Double negative (–) คือการใช้เครื่องหมายลบสองตัวติดกัน เป็น technique ทางคณิตศาสตร์ที่บังคับให้ Excel แปลงค่า logical เป็นตัวเลข
.
เมื่อใช้เครื่องหมายลบกับ TRUE จะได้ -1 เพราะ TRUE=1 แล้วลบอีกครั้ง -(-1) จะได้ 1 เมื่อใช้กับ FALSE จะได้ -0 ซึ่งยังคงเป็น 0 ดังนั้น –TRUE=1 และ –FALSE=0
.
ที่เจ๋งคือ technique นี้ใช้บ่อยใน SUMPRODUCT เช่น =SUMPRODUCT(–(Data>50)) เพื่อนับจำนวนเซลล์ที่มากกว่า 50 โดยไม่ต้องคูณด้วย 1 ครับ 💡
AND และ OR เป็น logical functions ที่ใช้ตรวจสอบหลายเงื่อนไขพร้อมกัน แต่มี logic ต่างกัน:
.
AND จะคืนค่า TRUE เฉพาะเมื่อทุกเงื่อนไขเป็น TRUE ทั้งหมด (ต้องผ่านทุกข้อ) ส่วน OR จะคืนค่า TRUE เมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งเงื่อนไขเป็น TRUE (ผ่านข้อใดข้อหนึ่งก็พอ)
.
ตัวอย่าง: AND(TRUE, TRUE, FALSE) = FALSE เพราะมี FALSE ปนอยู่ ส่วน OR(TRUE, FALSE, FALSE) = TRUE เพราะมี TRUE อย่างน้อยหนึ่งตัว
.
ใช้ AND เมื่อต้องการความเข้มงวด ใช้ OR เมื่อต้องการความยืดหยุ่นครับ 😊
TRUE เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่คืนค่า Boolean TRUE ใช้ควบคุมการทำงานของสูตรตามเงื่อนไขและการตัดสินใจ
.
ที่เจ๋งคือ TRUE มีค่าเท่ากับ 1 ทำให้สามารถนำมาใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์และการนับจำนวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 💡
.
ส่วนตัวผมใช้บ่อยมากครับ โดยเฉพาะเวลาต้องนับเงื่อนไขด้วย SUMPRODUCT หรือสร้าง conditional logic ที่ซับซ้อน 😎
ฟังก์ชัน TRUE ทำงานร่วมกับฟังก์ชัน logical อื่นๆ ได้อย่างลงตัว เช่น IF (เลือกค่าตามเงื่อนไข), AND (ทุกเงื่อนไขต้องเป็นจริง), OR (อย่างน้อยหนึ่งเงื่อนไขเป็นจริง), และ NOT (กลับค่า logical) เพื่อสร้าง conditional logic และ decision-making formulas ที่ซับซ้อน
.
เอาจริงๆ นะครับ ใน Excel สมัยใหม่คุณสามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน ผมชอบใช้แบบไม่มีวงเล็บเพราะสั้นกว่า 👍