ฟังก์ชันที่สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Identity Matrix) ขนาด n x n โดยมีเลข 1 ตามแนวเส้นทแยงมุมและเลข 0 ที่ตำแหน่งอื่น ใช้สำหรับการคำนวณพีชคณิตเชิงเส้นและการดำเนินการทางคณิตศาสตร์เมทริกซ์
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| dimension | Number | จำนวนเต็มบวกที่แสดงขนาดของเมทริกซ์ (หมายถึง n x n) ต้องมีค่ามากกว่า 0 |
MUNIT เป็นฟังก์ชันสำหรับสร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Unit Matrix หรือ Identity Matrix)
เมทริกซ์เอกลักษณ์เป็นเมทริกซ์พิเศษที่มี 1 ตามแนวเส้นทแยงมุมจากซ้ายบนไปขวาล่าง และ 0 ที่ตำแหน่งอื่นทั้งหมด ลักษณะเหมือนตัวเลข 1 ในการคูณจำนวนปกติ (A × 1 = A)
ฟังก์ชันนี้ใช้กับการคำนวณเมทริกซ์ที่ซับซ้อน เช่น การหาเมทริกซ์ผกผันหรือการตรวจสอบการคูณเมทริกซ์ ในเวอร์ชัน Excel 365 ใหม่ๆ ฟังก์ชนี้ส่งคืนข้อมูล Dynamic Array จึงไม่ต้องกด Ctrl+Shift+Enter
สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ขนาด 3×3 โดยเลข 1 อยู่ตามแนวเส้นทแยงมุม (ตำแหน่ง [1,1], [2,2], [3,3]) ส่วนตำแหน่งอื่นทั้งหมดเป็น 0
เมื่อคูณเมทริกซ์ A กับเมทริกซ์ผกผันของมัน (MINVERSE) ผ่านเมทริกซ์เอกลักษณ์ ผลลัพธ์ควรเป็น MUNIT เนื่องจาก A × I × A^-1 = I
เมทริกซ์ใดๆ คูณกับเมทริกซ์เอกลักษณ์ จะได้ผลลัพธ์เป็นเมทริกซ์เดิม (คล้ายกับ A × 1 = A ในการคูณจำนวนทั่วไป)
สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ขนาด 5×5 ซึ่งมีประโยชน์ในการคำนวณที่เกี่ยวกับระบบสมการเชิงเส้น 5 ตัวแปร
MUNIT คือชื่อฟังก์ชัน Excel ส่วน Identity Matrix คือชื่อทางคณิตศาสตร์ของเมทริกซ์เอกลักษณ์ ทั้งสองหมายถึงสิ่งเดียวกัน – เมทริกซ์ที่มี 1 บนแนวทแยงมุมและ 0 ที่อื่น
ใน Excel 365 (เวอร์ชันใหม่ที่มี Dynamic Array) สามารถใช้เป็น Regular Formula ได้เลย เพียงแค่พิมพ์สูตรและกด Enter ปกติ ถ้าใช้ Excel เวอร์ชนเก่า (2016 ลงมา) ต้องกด Ctrl+Shift+Enter เพื่อเข้าสูตรแบบ Array Formula
MUNIT จะส่งคืนข้อผิดพลาด #VALUE! เนื่องจาก dimension ต้องเป็นจำนวนเต็มบวก (> 0) เท่านั้น ตัวเลข 0 และตัวเลขติดลบไม่ได้รับอนุญาต
MUNIT ยอมรับเฉพาะจำนวนเต็มเท่านั้น ถ้าใส่ทศนิยม (เช่น 3.5) Excel จะปัดเศษลงให้เป็นจำนวนเต็ม (3) ก่อนการคำนวณ
เมทริกซ์เอกลักษณ์ใช้ในการแก้ระบบสมการเชิงเส้น การหาเมทริกซ์ผกผัน การประมวลผลข้อมูลสถิติ และการวิเคราะห์เชิงเส้น ในด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ MUNIT จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
MDETERM ใช้คำนวณค่า Determinant (ดีเทอร์มิแนนต์) ของเมทริกซ์ในช่วงข้อมูล/อาร์เรย์ เหมาะกับงานเชิงเส้น เช่น ตรวจว่าเมทริกซ์เป็นเอกฐานหรือไม่ (Det=0) และใช้ประกอบการหาผกผันของเมทริกซ์ร่วมกับ MINVERSE
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
คูณเมทริกซ์ 2 ตัวตามกฎพีชคณิตเชิงเส้น (matrix multiplication) ใช้ทำโมเดลถ่วงน้ำหนักหลายมิติ วิเคราะห์ระบบสมการ และงานวิศวกรรม/การเงินที่ต้องคูณตารางข้อมูลหลายชุดพร้อมกัน
MAKEARRAY สร้าง Dynamic Array ตามขนาดที่กำหนด (rows × cols) โดยใช้ LAMBDA function คำนวณค่าในแต่ละเซลล์ตามตำแหน่ง row และ column index (เริ่มที่ 1) ต่างจาก SEQUENCE ที่สร้างเฉพาะตัวเลขเรียงลำดับ MAKEARRAY สามารถสร้างข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบตามการคำนวณที่กำหนดใน LAMBDA เช่น ตารางสูตรคูณ matrix ทางคณิตศาสตร์ pattern ข้อความ หรือค่าสุ่ม เหมาะสำหรับสร้าง dataset ขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบเฉพาะ หรือ lookup table แบบ dynamic โดย LAMBDA จะถูกเรียกทำงานสำหรับทุกเซลล์ใน array ผลลัพธ์ ทำให้สร้างข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วด้วยสูตรเดียว
MAP ส่งค่าทีละ element จาก Array หนึ่งหรือหลายตัวเข้าไปประมวลผลใน LAMBDA แล้วคืน Array ผลลัพธ์ที่มีขนาดเท่ากับ input array ต้นฉบับ เหมาะสำหรับ element-wise operations เช่น การแปลงค่าทุกตัว การตรวจสอบเงื่อนไขทีละเซลล์ หรือการคำนวณจากหลาย Array พร้อมกัน ต่างจาก BYROW/BYCOL ที่ส่งทั้งแถวหรือทั้งคอลัมน์ MAP จะส่งเฉพาะค่าเดี่ยวๆ ทีละตำแหน่ง
N แปลงค่าต่างๆให้เป็นตัวเลข (TRUE→1, FALSE→0, วันที่→Serial Number, ข้อความ→0)
สลับแกนของตารางข้อมูล เปลี่ยนแถวเป็นคอลัมน์และคอลัมน์เป็นแถว ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลให้เหมาะกับการวิเคราะห์และนำเสนอ
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่