MAXA หาค่าสูงสุดของรายการ โดยนับรวมข้อความ (=0) และค่าตรรกะ (TRUE=1, FALSE=0) ต่างจาก MAX ที่ไม่รู้จักค่าเหล่านี้
=MAXA(value1, [value2], ...)
=MAXA(value1, [value2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| value1 | Number/Text/Logical/Range | Yes | ค่าหรือช่วงข้อมูลแรก ที่ต้องการหาค่าสูงสุด | |
| value2 | Number/Text/Logical/Range | Optional | ค่าหรือช่วงข้อมูลที่สอง และตัวเลือกเพิ่มเติม (สามารถเพิ่มได้สูงสุด 255 ค่า) |
MAXA(10, 25, 5)=MAXA(10, 25, 5)
25
MAXA(0.5, TRUE, FALSE)=MAXA(0.5, TRUE, FALSE)
1
MAXA(-5, "Text")=MAXA(-5, "Text")
MAX(0.5, TRUE) vs MAXA(0.5, TRUE)=MAX(0.5, TRUE) vs MAXA(0.5, TRUE)
MAX ให้ 0.5, MAXA ให้ 1
MAX ละเว้นค่าตรรกะและข้อความ เพียงแต่รวมตัวเลขเท่านั้น ส่วน MAXA นับรวมทั้งหมด โดยถือว่า TRUE=1, FALSE=0, ข้อความ=0
MAXA พร้อมใช้งานในทุก Excel เวอร์ชัน (Excel 2007 ขึ้นไป และ Excel 365)
TRUE = 1, FALSE = 0, ข้อความใด ๆ (รวมข้อความว่าง) = 0
ได้ เช่น =MAXA(A1:A10) จะหาค่าสูงสุดของช่วง A1:A10 พร้อมนับรวมค่าตรรกะและข้อความ
ฟังก์ชัน MAXA ใน Excel ช่วยหาค่าสูงสุดของรายการ นอกจากตัวเลขแล้ว ยังนับรวมข้อความและค่าตรรกะด้วย ทำให้มันต่างจาก MAX ที่ไม่สนใจค่าประเภทนี้
จุดเด่นของ MAXA คือมันรู้ว่า TRUE = 1, FALSE = 0 และข้อความใด ๆ = 0 ดังนั้นถ้าคุณมีตัวเลข ค่าตรรกะ และข้อความปะปนกัน MAXA ก็จะจัดการได้ง่าย ๆ โดยถือว่าข้อความและ FALSE มีค่าเป็น 0
ใช้ MAXA เมื่อคุณต้องการค่าสูงสุดจากข้อมูลที่ผสมกันหลายประเภท หรือเมื่อคุณต้องการให้ระบบนับรวมค่าตรรกะในการเปรียบเทียบ ส่วนใหญ่แล้ว MAX ก็พอ แต่ MAXA มีประโยชน์ในกรณีพิเศษ