ฟังก์ชัน NA() ใช้สำหรับส่งคืนค่าความผิดพลาด #N/A ซึ่งหมายถึง ‘ค่าไม่พร้อมใช้งาน’ (No Value Available) โดยไม่มีอาร์กิวเมนต์ใดๆ ใช้เพื่อทำเครื่องหมายเซลล์ที่ข้อมูลขาดหายไปหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมเซลล์ว่างในการคำนวณ
=NA()
=NA()
NA()=NA()
#N/A
IF(A1="", NA(), A1*B1)=IF(A1="", NA(), A1*B1)
#N/A (ถ้า A1 ว่าง) หรือ ผลลัพธ์การคูณ (ถ้า A1 มีข้อมูล)
IFNA(VLOOKUP(E2, A1:C10, 3, FALSE), NA())=IFNA(VLOOKUP(E2, A1:C10, 3, FALSE), NA())
#N/A (ถ้าไม่พบค่า) หรือค่า VLOOKUP
IF(C5=IF(C5<0, NA(), C5)
#N/A (ถ้า C5 < 0) หรือค่า C5
ไม่มีความแตกต่างในผลลัพธ์ – ทั้งสองวิธีส่งคืนค่า #N/A เหมือนกัน การใช้ =NA() ถูกมองว่าดีกว่าเพราะเป็นสูตร ขณะที่การพิมพ์ #N/A โดยตรงถูกมองว่าเป็นข้อความ
เมื่อสูตรหนึ่งอ้างอิงถึงเซลล์ที่มี #N/A ค่าความผิดพลาดจะถูกส่งต่อไป นี่คือพฤติกรรมปกติของ Excel – หากข้อมูลแหล่งที่มามีข้อผิดพลาด การคำนวณที่ขึ้นอยู่กับมันจึงไม่สามารถสำเร็จได้
NA() สร้างค่าความผิดพลาด #N/A ขณะที่ IFNA() คือฟังก์ชันที่ตรวจสอบว่าค่าเป็น #N/A หรือไม่ ใช้ NA() เพื่อสร้าง ใช้ IFNA() เพื่อจัดการ/แทนที่
ใช้ NA() เมื่อ: (1) ต้องการทำเครื่องหมายข้อมูลที่หายไปอย่างชัดเจน (2) ต้องการป้องกันค่า #N/A ที่ไม่ต้องการจากแผนภูมิ (3) ต้องการให้สูตรอื่นตรวจจับว่าข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน
แผนภูมิจะข้ามค่า #N/A โดยอัตโนมัติและไม่วาดจุดสำหรับเซลล์นั้น นี่เป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องการลบจุดข้อมูลบางจุดออกจากแผนภูมิ
ฟังก์ชัน NA ช่วยส่งกลับค่าความผิดพลาด #N/A ซึ่งมีประโยชน์มากเมื่อคุณต้องการระบุเซลล์ที่ข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน
เหตุผลที่คนใช้ NA() คือ: (1) ทำเครื่องหมายเซลล์ว่างเพื่อหลีกเลี่ยงการคำนวณที่ไม่ตั้งใจ (2) ป้องกันค่า #N/A ที่เกิดจากสูตรอื่นมาปรากฏในแผนภูมิ (3) สร้างตัวแทนที่ชัดเจนเมื่อข้อมูลหายไป
เมื่อสูตรใด ๆ อ้างอิงถึงเซลล์ที่มี #N/A ค่าความผิดพลาดจะแพร่กระจายไปยังนั้น คุณสามารถใช้ IFERROR หรือ IFNA เพื่อจัดการข้อผิดพลาดนี้ได้