AREAS นับว่าการอ้างอิงที่เรากำหนดนั้นมีกี่พื้นที่ (area) พื้นที่หมายถึงช่วงเซลล์ต่อเนื่องหรือเซลล์เดี่ยว เช่น ถ้าเราอ้างอิง (A1:B2, D5:E5) ถือว่ามี 2 พื้นที่แยกกัน
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| reference | Reference | การอ้างอิงเซลล์หรือช่วงข้อมูล สามารถเป็นเซลล์เดี่ยว ช่วงต่อเนื่อง หรือหลายช่วงแยกกัน เมื่อระบุหลายช่วงแยกกัน ต้องใส่วงเล็บเพิ่มเติมเพื่อให้ Excel รับรู้ว่าเป็นพารามิเตอร์เดียว |
AREAS เป็นฟังก์ชันที่ช่วยส่งกลับจำนวนพื้นที่ (area) ในการอ้างอิง ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อต้องตรวจสอบว่าการอ้างอิงมีกี่ช่วงแยกกัน
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “พื้นที่” (area) กับ “เซลล์” (cell) – แม้ว่าอ้างอิง A1:B2 มี 4 เซลล์ แต่ก็ถือเป็น 1 พื้นที่เท่านั้น เพราะมันเป็นช่วงต่อเนื่อง
ส่วนตัวผม AREAS มีประโยชน์มากเวลาทำงานกับ Named Ranges หรือพิมพ์หลายพื้นที่ (Print Area) ไม่ค่อยใช้ในการคำนวณธรรมดา แต่อันนี้เป็น Advanced technique นะ
ช่วง A1:C10 เป็นช่วงต่อเนื่องหนึ่งช่วง ดังนั้นมี 1 พื้นที่ แม้ว่ามี 30 เซลล์
ระบุ 3 ช่วงแยกกัน (A1:B5, D1:E5, G1:H5) ด้วยวงเล็บเพิ่มเติมเพื่อให้ Excel รับรู้เป็นการอ้างอิงชุดเดียว ผลลัพธ์คือ 3
สมมติ Print_Area เป็น Named Range ที่ตั้งไว้เป็น =Sheet1!$A$1:$D$20,Sheet1!$F$1:$H$20 (สองช่วงแยกกัน) ผลลัพธ์คือ 2 ใช้เช็คก่อนพิมพ์ว่ามีกี่ช่วงจริงๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่รวมเป็นช่วงเดียวโดยไม่ตั้งใจ
เซลล์เดี่ยวถือเป็น 1 พื้นที่ เพราะยังเป็นการอ้างอิงต่อเนื่อง (แค่ 1 เซลล์)
ก่อนใช้ INDEX(reference, row, col, area_num) ดึงข้อมูลจาก 3 แผนกที่ union ไว้ ต้องรู้ก่อนว่ามีกี่ area จริงๆ AREAS ตอบ 3 ยืนยันว่า area_num ใส่ได้สูงสุด 1-3 ถ้าใส่ area_num=4 จะได้ #REF! ทันที
เมื่อไม่มีวงเล็บเพิ่มเติม Excel จะตีความเครื่องหมายจุลภาค (,) ว่าเป็นตัวแยกพารามิเตอร์ ด้วยวงเล็บพิเศษ AREAS((range1, range2)) Excel จะรับรู้ว่าเป็นการอ้างอิงหนึ่งรายการที่มีหลายพื้นที่
ROWS นับจำนวนแถว COLUMNS นับจำนวนคอลัมน์ ส่วน AREAS นับจำนวนพื้นที่ (ช่วงแยกกัน) การอ้างอิง (A1:B5, D1:D5) มี 2 แถว 2 คอลัมน์ แต่มี 2 พื้นที่
AREAS เป็นฟังก์ชันเก่ามาก มีมาตั้งแต่ Excel รุ่นแรกๆ และยังใช้ได้กับทุกเวอร์ชันปัจจุบัน รวมถึง Excel 365 และ Excel for the web
INDEX(reference, row, col, area_num) รับ reference ที่เป็นหลายพื้นที่ได้ โดย area_num บอกว่าจะดึงจากพื้นที่ไหน ก่อนใช้ area_num ควรรู้ก่อนว่า reference นั้นมีกี่พื้นที่จริงๆ ด้วย AREAS ถ้าใส่ area_num เกินจำนวนพื้นที่ที่มี จะได้ error #REF!
ไม่รวมครับ AREAS นับตามจำนวนพื้นที่ที่ระบุไว้ในสูตรตรงๆ แม้เซลล์บางส่วนจะซ้อนทับกัน เช่น (A1:B5, B3:C7) ก็ยังนับเป็น 2 พื้นที่ ไม่ได้ merge ให้อัตโนมัติ
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ AREAS จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
นับจำนวนคอลัมน์ทั้งหมดในช่วงข้อมูลหรืออาร์เรย์ที่ระบุ ใช้บ่อยคู่กับ OFFSET หรือ VLOOKUP เพื่อทำสูตรแบบ dynamic ที่ปรับตามขนาดตารางเอง
INDEX คืนค่าหรือ reference ของเซลล์จากตำแหน่งที่ระบุใน range หรือ array โดยอ้างอิงจากหมายเลขแถวและคอลัมน์ที่เราระบุ มักถูกใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อสร้าง INDEX-MATCH pattern ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP เยอะ เพราะสามารถดึงข้อมูลจากทิศทางไหนก็ได้ และไม่พังเมื่อมีการแทรกหรือลบคอลัมน์
INDIRECT แปลงข้อความเป็นการอ้างอิงเซลล์จริง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเซลล์ได้ไดนามิกโดยใช้ตัวเลขหรือชื่อเซลล์
อ้างอิงช่วงข้อมูลที่เลื่อนจากตำแหน่งเริ่มต้น สร้าง dynamic range ได้
ส่งกลับจำนวนแถวในอาร์เรย์หรือการอ้างอิง ใช้สร้างสูตรแบบ dynamic ที่ขยายขนาดตามข้อมูลจริง ไม่ต้องมานับแถวเองทุกครั้งที่ข้อมูลเปลี่ยน
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่