ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
=MINVERSE(array)
=MINVERSE(array)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| array | Range/Array | Yes | เมทริกซ์ที่ต้องการหาค่า inverse สามารถเป็นช่วงเซลล์ (A1:C3) หรือค่าคงที่ของเมทริกซ์ {1,2;3,4} หรือชื่อช่วง |
MINVERSE({1,2;3,4})=MINVERSE({1,2;3,4})
{-2, 1; 1.5, -0.5}
MINVERSE(A1:C3)=MINVERSE(A1:C3)
เมทริกซ์ผกผัน 3x3
MMULT(MINVERSE(A1:C3), D1:D3)=MMULT(MINVERSE(A1:C3), D1:D3)
X (คำตอบของระบบสมการ)
MMULT(A1:C3, MINVERSE(A1:C3))=MMULT(A1:C3, MINVERSE(A1:C3))
Identity Matrix (เมทริกซ์เอกลักษณ์)
MINVERSE เป็นเครื่องมือพลังงานสำหรับแก้ระบบสมการเชิงเส้น ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และวิศวกรรม เมื่อมีระบบสมการมากมาย MINVERSE ช่วยให้คำนวณได้ง่ายและเร็ว
#NUM! error แสดงว่าเมทริกซ์เป็น singular matrix (ไม่มี inverse) มักเกิดขึ้นเมื่อ determinant ของเมทริกซ์เท่ากับ 0 หรือแถว/คอลัมน์ขึ้นต่อกัน (linearly dependent) ให้ใช้ MDETERM ตรวจสอบ determinant ก่อน
ใน Excel 365 เวอร์ชันใหม่ สามารถกด Enter ธรรมดาได้เพราะเป็น dynamic array formula แต่ใน Excel 2019 และเวอร์ชันเก่าต้องกด Ctrl+Shift+Enter เพื่อให้เป็น legacy array formula
MINVERSE รองรับเมทริกซ์สูงสุด 52×52 อย่างไรก็ตาม เมทริกซ์ที่ใหญ่เกินไปอาจมีปัญหาความแม่นยำ (precision) เพราะ Excel เก็บตัวเลขได้ประมาณ 15-16 หลัก
MDETERM หาค่า determinant (ตัวเลขเดียว) ของเมทริกซ์ ขณะที่ MINVERSE หาเมทริกซ์ผกผัน (เมทริกซ์ใหม่) ใช้ MDETERM ตรวจสอบว่าเมทริกซ์มี inverse หรือไม่ (determinant ≠ 0)
MINVERSE เป็นฟังก์ชันหนึ่งในแหล่งเครื่องมือคณิตศาสตร์ใน Excel ที่ใช้สำหรับหาค่า Inverse Matrix
ในทางคณิตศาสตร์ Inverse Matrix คือเมทริกซ์ที่เมื่อคูณกับเมทริกซ์เดิมแล้วจะได้ Identity Matrix (เมทริกซ์เอกลักษณ์)
ใช้ MINVERSE เมื่อคุณต้องการแก้ระบบสมการเชิงเส้น หรือหาค่าตัวแปรในระบบสมการหลายตัวแปร โดยใช้การคำนวณเมทริกซ์
ข้อสำคัญคือ เมทริกซ์ต้องเป็นเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส (rows = columns) และต้องมี determinant ไม่เท่ากับ 0 (non-singular matrix) เท่านั้นจึงจะมี inverse ได้