SIGN ใช้ตรวจสอบเครื่องหมายของตัวเลข โดยคืนค่า 1 (บวก), 0 (ศูนย์), หรือ -1 (ลบ) สะดวกมากเวลาต้องแยกความแตกต่างของตัวเลข
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| number | Number | ตัวเลขที่ต้องการตรวจสอบเครื่องหมาย สามารถเป็นค่าโดยตรง เซลล์ หรือผลลัพธ์จากฟังก์ชันอื่น |
SIGN เป็นฟังก์ชันง่ายๆ แต่มีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบว่าตัวเลขเป็นบวก ลบ หรือศูนย์ มันจะคืนค่า 1 สำหรับตัวเลขบวก -1 สำหรับตัวเลขลบ และ 0 สำหรับศูนย์ เหมาะใช้เมื่อต้องการทำการแยกแยะข้อมูลตามเครื่องหมาย
ที่เจ๋งคือมันใช้ไม่ได้กับค่าเดียวแต่ยังใช้กับ array ได้ด้วย ถ้าต้องการทำการขยับเครื่องหมายหรือตรวจสอบว่าข้อมูลไปในทิศทางไหน มันเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมากครับ
ส่วนตัวผมใช้ SIGN ในการแยกข้อมูลขยับตัวเลข หรือติดแท็กตัวเลขว่า up หรือ down ในการวิเคราะห์ข้อมูล บางครั้งก็ใช้ร่วมกับ IF เพื่อสร้างเงื่อนไขอย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายของมันทำให้มีประสิทธิภาพสูง
เพราะว่า 50 เป็นตัวเลขบวก จึงคืนค่า 1 ผลลัพธ์บ่งบอกว่าตัวเลขนี้เป็นบวก
เพราะว่า -25 เป็นตัวเลขลบ จึงคืนค่า -1 ผลลัพธ์บ่งบอกว่าตัวเลขนี้เป็นลบ
เพราะว่า 0 คือศูนย์ซึ่งไม่ใช่บวกหรือลบ จึงคืนค่า 0
ถ้าเซลล์ B2 มีค่า 1000 (รับเงิน) ผลลัพธ์คือ 1 ถ้า B2 เป็น -500 (จ่ายเงิน) ผลลัพธ์คือ -1 สะดวกมากสำหรับการแยกรับและจ่ายเงิน
จะแสดงข้อความแสดงว่าตัวเลขนั้นเป็นบวก ลบ หรือศูนย์ เหมาะสำหรับการเพิ่มหมวดหมู่ลงในข้อมูล
SIGN สามารถใช้กับ array ได้ ถ้าเรามีข้อมูล A1:A10 เราสามารถพิมพ์ =SIGN(A1:A10) แล้วกด Ctrl+Shift+Enter (ใน Excel เก่า) หรือมันจะอัตโนมัติ expand ใน Excel 365 ครับ
ABS ให้ค่าสัมบูรณ์ (ค่าบวกเสมอ) ส่วน SIGN ให้เครื่องหมายเท่านั้น เช่น ABS(-5) = 5 แต่ SIGN(-5) = -1 คนละลักษณะเลย
SIGN จะส่งคืน #VALUE! error ถ้าข้อมูลไม่ใช่ตัวเลข ผมแนะนำให้ใช้ ISNUMBER เพื่อตรวจสอบก่อน เช่น =IF(ISNUMBER(A1),SIGN(A1),"ไม่ใช่ตัวเลข")
ใช้แยกความแตกต่างบวก-ลบ สร้างป้ายชื่อ, ตรวจสอบความหาย/กำไร, หรือจัดกลุ่มข้อมูลตามทิศทาง ผมใช้บ่อยในการวิเคราะห์การขึ้น-ลง ของปริมาณเงินสด
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ SIGN จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
ABS คืนค่าสัมบูรณ์ของตัวเลขที่ระบุ คือการตัดเครื่องหมายลบ (-) ออก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าบวกหรือศูนย์เสมอ มีประโยชน์มากในการหาผลต่างระหว่างสองค่าโดยไม่สนใจว่าตัวไหนมากกว่า
IF เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่ใช้ตัดสินใจสองทางตามเงื่อนไข ตรวจสอบว่าเงื่อนไขเป็น TRUE หรือ FALSE แล้วคืนค่าที่แตกต่างกันไปตามผลลัพธ์ สามารถใช้ได้กับการเปรียบเทียบตัวเลข ข้อความ หรือวันที่ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสูตรแบบมีเงื่อนไข
ISNUMBER ตรวจสอบค่าที่ระบุว่าเป็นประเภทตัวเลขหรือไม่ (รวมถึงวันที่และเวลาซึ่ง Excel เก็บเป็นตัวเลข) แต่จะไม่นับตัวเลขที่ถูกจัดเก็บเป็นข้อความ (Numbers stored as text) ผลลัพธ์ที่ได้คือ TRUE หรือ FALSE
VALUE แปลงข้อความที่มีลักษณะเป็นตัวเลขให้เป็นตัวเลขจริงที่คำนวณได้ รองรับรูปแบบตัวเลข วันที่ เวลา เปอร์เซ็นต์ และสกุลเงิน
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่