แปลงตัวเลขทศนิยม (ฐาน 10) เป็นตัวเลขฐานสอง (ฐาน 2) สำหรับการทำงานกับระบบเลขฐานสองที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมและอิเล็กทรอนิกส์
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| number | Number | ตัวเลขฐาน 10 (ทศนิยม) ที่ต้องการแปลงเป็นฐาน 2 ต้องอยู่ในช่วง -512 ถึง 511 |
| [places]ไม่บังคับ | Number | จำนวนหลักที่ต้องการให้เลขฐาน 2 มี โดยจะเติม 0 ข้างหน้าถ้าผลลัพธ์ไม่พอ หากระบุ places แต่ผลลัพธ์มากกว่านั้นจะขึ้น #NUM! |
[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ
DEC2BIN คือฟังก์ชันสำหรับแปลงเลขฐานสิบทั่วไปที่เราใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นเลขฐานสองที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ
เช่นถ้าคุณมีตัวเลข 9 ในฐาน 10 ฟังก์ชนนี้จะแปลงให้เป็น 1001 ในฐาน 2 ซึ่งเป็นการคำนวณตำแหน่งของเลขแต่ละตัว (8×1 + 4×0 + 2×0 + 1×1 = 9) ส่วนใหญ่จะใช้ในการทำงานกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโปรแกรม หรือการศึกษาระบบตัวเลข
จำไว้ว่า DEC2BIN รับค่าได้แค่ -512 ถึง 511 เท่านั้น ถ้าเกินขอบเขตนี้จะขึ้น #NUM! error ซึ่งต้องใช้ BASE หรือสูตรอื่นแทน
ตัวเลข 9 ในฐาน 10 = 1001 ในฐาน 2 การคำนวณ: (1×8) + (0×4) + (0×2) + (1×1) = 9
ระบุ places = 8 ให้ผลลัพธ์เป็น 8 หลัก เติม 0 ข้างหน้าให้ครบ (ใช้สำหรับ 1 Byte ในระบบอิเล็กทรอนิกส์)
เลขติดลบ -100 จะแสดงเป็น two's complement ที่ใช้ 10 บิต เป็นวิธีมาตรฐานของคอมพิวเตอร์แทนเลขลบ
ตัวเลข 255 แปลงเป็นฐาน 2 = 11111111 (8 หลัก) แล้วเติม 0 ข้างหน้าให้ครบ 10 หลัก ข้อควรรู้: DEC2BIN รองรับผลลัพธ์สูงสุด 10 หลักเท่านั้น ถ้าระบุ places เกิน 10 (เช่น 16) จะเกิด #NUM! error
ตัวเลข 512 เกินขอบเขตสูงสุดของ DEC2BIN (511) จึงขึ้น #NUM! error ต้องใช้ BASE(512, 2) แทน
เลข 100 ในฐาน 2 = 1100100 (7 หลัก) แต่ระบุ places = 5 ซึ่งน้อยเกินไป จึงขึ้น #NUM!
ได้ครับ แต่เฉพาะเลขลบในช่วง -512 ถึง -1 เท่านั้น เลขลบจะแสดงเป็น two's complement (วิธีแทนเลขลบในระบบคอมพิวเตอร์) ซึ่งใช้ 10 บิต เช่น -1 = 1111111111
ใช่ครับ ถ้ามีตัวเลขเกิน 511 หรือน้อยกว่า -512 ต้องใช้ BASE() function แทน เช่น BASE(1024, 2) จะแปลง 1024 เป็นฐาน 2 ได้อย่างปลอดภัย
places = 0 (ค่า default) หมายความว่าให้ผลลัพธ์มีจำนวนหลักน้อยที่สุดตามธรรมชาติ ไม่มีการเติม 0 ข้างหน้า เช่น =DEC2BIN(9, 0) จะแสดงผล 1001 ไม่ใช่ 00001001
DEC2BIN แปลงเป็นฐาน 2 เท่านั้นและมีขอบเขตที่จำกัด (-512 ถึง 511) ส่วน BASE() สามารถแปลงเป็นฐาน 2 ถึง 36 ได้และรับค่าที่ใหญ่กว่า แต่ผลลัพธ์เป็น text ไม่ใช่ตัวเลข
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ DEC2BIN จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
แปลงเลขฐานสอง (Binary) ที่มีได้สูงสุด 10 บิตเป็นเลขฐานสิบ (Decimal) โดยสนับสนุนเลขลบผ่าน two's complement
BIN2HEX แปลงเลขฐานสอง (Binary) เป็นเลขฐานสิบหก (Hexadecimal) ให้ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการแปลงระหว่างระบบตัวเลขที่ต่างกัน
ฟังก์ชัน DEC2HEX ใน Excel ใช้สำหรับแปลงเลขฐานสิบ (Decimal) เป็นเลขฐานสิบหก (Hexadecimal) ซึ่งมักใช้ในการเขียนโปรแกรม การกำหนดสีในเว็บ (RGB/Hex code) และระบบคอมพิวเตอร์.
ฟังก์ชัน DEC2OCT ใน Excel ใช้สำหรับแปลงเลขฐานสิบ (Decimal) ที่ระบุให้เป็นเลขฐานแปด (Octal) มีประโยชน์ในการทำงานกับการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับระบบเลขฐานต่างๆ เช่น ในด้านคอมพิวเตอร์หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล.
HEX2BIN แปลงเลขฐานสิบหก (hexadecimal) เป็นเลขฐานสอง (binary) รองรับค่าลบในรูปแบบ two's complement และกำหนดจำนวนหลักผลลัพธ์ด้วยอาร์กิวเมนต์ places ได้
ฟังก์ชัน OCT2BIN ใน Excel ใช้สำหรับแปลงเลขฐานแปด (Octal) เป็นเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีประโยชน์ในการคำนวณทางคอมพิวเตอร์และระบบดิจิทัล.
ฟังก์ชัน OCT2DEC แปลงเลขฐานแปด (Octal/Base-8) เป็นเลขฐานสิบ (Decimal/Base-10) ใช้ในการแปลงค่าตัวเลขที่ใช้เฉพาะตัวเลข 0-7 เป็นรูปแบบที่มนุษย์อ่านได้อย่างง่าย
แปลงตัวเลขฐาน 10 เป็นข้อความในฐานอื่น (Base 2-36) เช่น แปลงเลข 10 เป็นฐานสอง ('1010') หรือฐานสิบหก ('A') ใช้บ่อยในงาน IT เวลาต้องดูค่าเป็นบิตหรือทำ hex code
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่