ฟังก์ชัน LCM ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าคูณร่วมน้อยที่สุด (Least Common Multiple หรือ ค.ร.น.) ของจำนวนเต็มตั้งแต่หนึ่งจำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาหรือการจัดตารางเวลา.
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | ค่าเริ่มต้น | คำอธิบาย |
|---|---|---|---|
| number1 | Number | ตัวเลขที่ 1 | |
| [number2]ไม่บังคับ | Number | number1 | ตัวเลขที่ 2 |
[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ
ฟังก์ชัน LCM ใน Excel ช่วยหาค่าคูณร่วมน้อย (ค.ร.น.)
จำนวนเต็มบวกที่น้อยที่สุดที่หารด้วยทั้ง 24 และ 36 ลงตัวคือ 72
10 หารด้วย 5 และ 2 ลงตัว
เครื่องจักร A ซ่อมบำรุงทุก 4 ชม. เครื่อง B ทุก 6 ชม. รอบที่ทั้งสองเครื่องจะซ่อมพร้อมกันคือทุก 12 ชม. ใช้วางแผนหยุดสายการผลิตพร้อมกันครั้งเดียวแทนที่จะหยุดแยกหลายรอบ
จะบวก 1/6 กับ 1/8 ต้องแปลงให้ตัวส่วนเท่ากันก่อน LCM(6,8)=24 คือตัวส่วนร่วมน้อยสุดที่ใช้แปลงทั้งสองเศษส่วนได้พอดีโดยไม่ต้องคูณเลขใหญ่เกินจำเป็น
ซัพพลายเออร์ A ส่งของทุก 3 วัน, B ทุก 5 วัน, C ทุก 7 วัน วันที่ทั้งสามรายจะมาส่งพร้อมกันคือทุก 105 วัน ใช้วางแผนนัดตรวจรับของครั้งใหญ่ทีเดียว
GCD หาตัวหารร่วมมาก (เลขที่หารทั้งสองตัวได้ลงตัว มักใช้ลดรูปเศษส่วน) ส่วน LCM หาตัวคูณร่วมน้อย (เลขที่ทั้งสองตัวหารลงตัว มักใช้รวมตัวส่วนหรือหารอบที่ตรงกัน) ใช้ผิดตัวจะได้เลขคนละทิศทาง เช่น GCD(4,6)=2 แต่ LCM(4,6)=12
LCM มองเซลล์ว่างเป็น 0 และ LCM ของชุดที่มี 0 อยู่ด้วยจะได้ 0 เสมอ (ไม่มี #DIV/0! เตือน) ถ้าช่วงข้อมูลมีแถวว่างปนอยู่ ผลลัพธ์จะเพี้ยนเป็น 0 แบบเงียบๆ ต้องกรองแถวว่างออกก่อนหรือใช้ IF ตรวจก่อนคำนวณ
เลขติดลบใส่ไม่ได้ จะได้ #NUM! ส่วนทศนิยมใส่ได้แต่ Excel จะตัดทศนิยมทิ้งก่อนคำนวณ (3.9 กลายเป็น 3) ถ้าไม่ระวังอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับตัวเลขจริงที่ตั้งใจ
รับได้สูงสุด 255 อาร์กิวเมนต์ (นับรวมทั้งค่าตรงๆ และช่วงเซลล์) เพียงพอสำหรับงานจัดตารางทั่วไป แต่ถ้าตัวเลขในชุดมีค่ามากและจำนวนมากพร้อมกัน ผลลัพธ์ LCM อาจโตเร็วมากจนเกินขอบเขตตัวเลขของ Excel
LCM ต้องการเฉพาะตัวเลข ถ้ามี text ปนอยู่ในอาร์กิวเมนต์หรือช่วงที่อ้างอิงจะได้ #VALUE! ต้องแปลงเป็นตัวเลขก่อน หรือใช้ในช่วงที่มั่นใจว่าเป็นตัวเลขล้วนเท่านั้น
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ LCM จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
ฟังก์ชัน GCD หาค่าตัวหารร่วมมากที่สุด (Greatest Common Divisor) ของจำนวนเต็มตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการลดทอนเศษส่วนและการแยกตัวประกอบ
MOD คืนค่าเศษเหลือจากการหาร มีประโยชน์มากในการตรวจสอบเลขคู่/คี่ สร้างลำดับวนลูป แยกเวลาจากวันที่ และทำ Conditional Formatting สลับสี
PRODUCT คูณตัวเลขทั้งหมดในช่วงข้อมูลหรือรายการอาร์กิวเมนต์ แทนที่จะต้องพิมพ์ A1*A2*A3*A4 ให้ใช้ =PRODUCT(A1:A4) เท่านั้น
หารตัวเลขสองตัวแล้วส่งกลับเฉพาะผลหารที่เป็นจำนวนเต็ม ตัดเศษทิ้งไปเลย เหมาะกับงานแบ่งของเป็นชุด จัดตารางกะงาน หรือคำนวณจำนวนกล่องที่บรรจุได้เต็มลัง
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่