SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| range | Range | Yes | ช่วงข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบเงื่อนไข (เช่น รายชื่อสินค้า) | |
| criteria | Text/Number | Yes | เงื่อนไขที่ต้องการ (เช่น “Apple”, “>1000”) | |
| sum_range | Range | Optional | range | ช่วงข้อมูลที่ต้องการนำมาบวก (ถ้าไม่ระบุ จะใช้ range มาบวกแทน) |
ใช้ SUMIF แยกยอดรวมค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท (ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร, ค่าที่พัก) จากตารางบันทึกประจำวัน ทำให้เห็นภาพรวมการใช้เงินได้ชัดเจนครับ
รวมยอดขายของแต่ละภาค (เหนือ, กลาง, ใต้) เพื่อแสดงผลในกราฟเปรียบเทียบ ส่วนตัวผมใช้แบบนี้ตอนทำ Sales Dashboard ให้ผู้บริหารครับ
SUMIF(Sales[Product], "Apple", Sales[Amount])=SUMIF(Sales[Product], "Apple", Sales[Amount])
15000
SUMIF(Sales[Amount], ">1000")=SUMIF(Sales[Amount], ">1000")
25000
SUMIF(Products[Name], "*Pro*", Products[Sales])=SUMIF(Products[Name], "*Pro*", Products[Sales])
45000
SUMIF(Sales[Category], "Accessories", Sales[Amount])=SUMIF(Sales[Category], "<>Accessories", Sales[Amount])
80000
SUMIF(Sales[Product], E1, Sales[Amount])=SUMIF(Sales[Product], E1, Sales[Amount])
12000
SUMIF(Sales[Amount], ">"…=SUMIF(Sales[Amount], ">"&F1)
35000
SUMIF รองรับได้ 1 เงื่อนไข ส่วน SUMIFS รองรับหลายเงื่อนไข (AND logic)
.
ที่ต้องระวังคือลำดับ argument ต่างกัน: SUMIF(range, criteria, sum_range) แต่ SUMIFS(sum_range, range1, criteria1, …)
.
ส่วนตัวผมแนะนำให้ใช้ SUMIFS เสมอนะครับ เพราะยืดหยุ่นกว่า และถึงแม้จะมีเงื่อนไขเดียวก็ใช้ SUMIFS ได้เลย จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนฟอร์มูล่าทีหลัง 💡
Excel จะปรับขนาด sum_range ให้เท่ากับ range โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นของ sum_range
.
แต่ที่ต้องระวังคือวิธีนี้อาจทำให้ผลลัพธ์ผิดพลาดได้ ควรเลือกช่วงให้ขนาดเท่ากันเสมอครับ 😅
ไม่ครับ SUMIF ไม่แยกตัวพิมพ์ใหญ่/เล็ก เช่น “Apple”, “APPLE”, “apple” ถือเป็นค่าเดียวกัน
.
ที่เจ๋งคือทำให้สะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องตัวพิมพ์เวลาค้นหาครับ
ใช้ * แทนตัวอักษรกี่ตัวก็ได้ (“*Pro*” = มีคำว่า Pro อยู่ที่ไหนก็ได้) และ ? แทนตัวอักษรเดียว (“A?” = A ตามด้วยตัวเดียว)
.
ที่ต้องระวังคือถ้าต้องการค้นหา * หรือ ? จริงๆ ให้ใช้ ~ นำหน้า เช่น “~*” จะค้นหา * ตัวอักษรจริงๆ ครับ
ได้ครับ SUMIF ทำงานได้แม้ไฟล์ต้นทางจะปิดอยู่ (Excel รุ่นใหม่รองรับแล้ว)
.
ส่วนตัวผมใช้เทคนิคนี้บ่อยมากตอนต้องรวมข้อมูลจากหลายไฟล์ โดยไม่ต้องเปิดทุกไฟล์พร้อมกันครับ 😎
สาเหตุที่พบบ่อย:
.
1) ข้อมูลเป็น text ที่ดูเหมือนตัวเลข → ใช้ VALUE แปลง
.
2) มีช่องว่างนำหน้า/ท้าย → ใช้ TRIM
.
3) criteria พิมพ์ผิด → ตรวจสอบให้ดี
.
ส่วนตัวผมเจอปัญหานี้บ่อยมาก โดยเฉพาะเรื่องช่องว่างที่มองไม่เห็น ลอง TRIM ก่อนเลยครับ 😅
SUMIF เป็นฟังก์ชันที่ใช้หาผลรวมของตัวเลขที่ตรงตามเงื่อนไขเดียวที่กำหนด (available ใน Excel 2003+) รองรับ Wildcard (* ?) สำหรับค้นหาข้อความครับ
ที่เจ๋งคือมันสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้เลย หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้
ส่วนตัวผมใช้บ่อยมากครับ โดยเฉพาะตอนทำ Sales Dashboard หรือสรุปยอดขายตามเงื่อนไข ที่ต้องระวังคือถ้าต้องการหลายเงื่อนไขให้ใช้ SUMIFS แทน และลำดับ argument ของ SUMIF คือ (range, criteria, sum_range) ซึ่งต่างจาก SUMIFS ที่เอา sum_range ขึ้นก่อนนะครับ 😎