นับจำนวนคอลัมน์ทั้งหมดในช่วงข้อมูล (Array/Range)
=COLUMNS(array)
=COLUMNS(array)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| array | Range/Array | Yes | ช่วงข้อมูลหรืออาร์เรย์ |
COLUMNS(SalesTable)=COLUMNS(SalesTable)
5
COLUMNS({1,2,3; 4,5,6})=COLUMNS({1,2,3; 4,5,6})
3
VLOOKUP(Key, Table, COLUMNS(Table), 0)=VLOOKUP(Key, Table, COLUMNS(Table), 0)
ค่าคอลัมน์สุดท้าย
OFFSET(A1,0,0,ROWS(A:A), COLUMNS(Table))=OFFSET(A1,0,0,ROWS(A:A), COLUMNS(Table))
Range ที่ปรับตัวตามจำนวน Row และ Column
IF(COLUMNS(CurrentTable)>COLUMNS(PreviousTable), "เพิ่มคอลัมน์แล้ว", "ไม่เปลี่ยน")=IF(COLUMNS(CurrentTable)>COLUMNS(PreviousTable), "เพิ่มคอลัมน์แล้ว", "ไม่เปลี่ยน")
"เพิ่มคอลัมน์แล้ว" หรือ "ไม่เปลี่ยน"
COLUMNS นับจำนวนคอลัมน์ ส่วน ROWS นับจำนวนแถว ทั้งสองใช้ได้เหมือนกันแต่มิติต่างกัน
ได้ 16384 (จำนวนคอลัมน์ทั้งหมดใน Excel Modern) เพราะแม้จะระบุแถวทั้งหมด COLUMNS ยังนับคอลัมน์อยู่
ได้ครับ COLUMNS(A1) จะได้ค่า 1 เพราะเซลล์เดียวคือ 1 คอลัมน์
COLUMNS จะนับจำนวนคอลัมน์ตามช่วงที่ระบุ ไม่ได้คำนึงว่า Merged หรือไม่ ถ้ากำหนด A1:D1 ก็จะได้ 4 ไม่ว่า Cells จะ Merged หรือไม่
ไม่สามารถใช้ COLUMNS โดยตรง ต้องใช้ SUMPRODUCT(1*COUNTA(A1:A1)>0) หรือสูตรอื่นเพื่อหาเฉพาะคอลัมน์ที่มีข้อมูล
ได้ครับ เช่น =COLUMNS(FILTER(Table, Condition)) จะนับจำนวนคอลัมน์ของผลลัพธ์ที่ Filter ออกมา
ฟังก์ชัน COLUMNS ใน Excel ช่วยส่งกลับจำนวนคอลัมน์ในอาร์เรย์หรือการอ้างอิง