ฟังก์ชัน GCD หาค่าตัวหารร่วมมากที่สุด (Greatest Common Divisor) ของจำนวนเต็มตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการลดทอนเศษส่วนและการแยกตัวประกอบ
=GCD(number1, [number2], ...)
=GCD(number1, [number2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number1 | Number | Yes | จำนวนเต็มตัวแรก สามารถเป็นตัวเลขบวกหรือศูนย์ | |
| number2 | Number | Optional | number1 | จำนวนเต็มตัวที่สอง สามารถระบุได้หลายตัว (สูงสุด 255 ตัว) |
GCD(24, 36)=GCD(24, 36)
12
GCD(48, 60, 84)=GCD(48, 60, 84)
12
GCD(18, 24)=GCD(18, 24)
6
GCD(13, 15)=GCD(13, 15)
1
เพราะว่า ศูนย์หารด้วยจำนวนใดๆ ได้ลงตัว ดังนั้น 5 จึงเป็นตัวหารร่วมมาก แนวคิด: GCD(a, 0) = a เสมอ
ไม่สามารถใช้ตัวเลขลบได้ หากใส่ตัวเลขลบ Excel จะแสดง #NUM! error ต้องใช้ ABS() ครอบถ้าข้อมูลอาจเป็นลบ เช่น =GCD(ABS(A1), ABS(B1))
GCD หาตัวหารร่วม “มากที่สุด” ส่วน LCM หาตัวคูณร่วม “น้อยที่สุด” ตัวอย่าง: GCD(12, 18)=6 แต่ LCM(12, 18)=36
ไม่ได้ต้องใช้ GCD กับตัวเลขเต็มเท่านั้น ถ้าใส่เศษส่วนมันจะตัดส่วนทศนิยมออก เช่น GCD(3.7, 4.5) ก็คำนวณจาก GCD(3, 4)=1
GCD ย่อมาจาก Greatest Common Divisor หรือ ห.ร.ม. (หารร่วมมากที่สุด) ใน Excel
ฟังก์ชันนี้ใช้ค้นหา “จำนวนที่มากที่สุด” ที่หารตัวเลขตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไปได้ลงตัว เช่น GCD(12, 18) = 6 เพราะว่า 6 เป็นตัวหารร่วมที่ใหญ่ที่สุด
ใช้ประโยชน์มากในการลดทอนเศษส่วนให้เป็นรูปอย่างต่ำ เช่น 12/18 หารด้วย GCD(12,18)=6 จะได้ 2/3 ตัวเลขที่สะอาดขึ้น และเอาเงิน ลดทอนหรือแบ่งสิ่งของให้เท่าๆ กัน