ฟังก์ชัน QUARTILE แบ่งชุดข้อมูลออกเป็นสี่ส่วน แล้วคืนค่า Q1, Q2 (มัธยฐาน), หรือ Q3 ใช้วิเคราะห์การกระจายข้อมูลได้ทันที แต่ปัจจุบัน Microsoft แนะนำให้ใช้ QUARTILE.INC แทน
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| array | Range/Array | ชุดข้อมูลตัวเลขที่ต้องการหาค่าควอร์ไทล์ ถ้า array ว่างเปล่าจะเกิดข้อผิดพลาด #NUM! |
| quart | Number | ระบุว่าต้องการค่าใด: 0 = ค่าต่ำสุด, 1 = Q1 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25), 2 = มัธยฐาน (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50), 3 = Q3 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75), 4 = ค่าสูงสุด ถ้าใส่เลขเกิน 4 หรือน้อยกว่า 0 จะเกิด #NUM! |
QUARTILE รับชุดข้อมูลตัวเลขและพารามิเตอร์ quart (0-4) แล้วคืนค่าที่อยู่ ณ จุดแบ่งควอร์ไทล์นั้น เช่น quart=1 คืน Q1 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25), quart=2 คืนมัธยฐาน, quart=3 คืน Q3 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75) นอกจากนี้ยังรองรับ quart=0 (ค่าต่ำสุด) และ quart=4 (ค่าสูงสุด) ซึ่งเหมือนกับ MIN และ MAX
ที่เจ๋งคือ ฟังก์ชันนี้ทำให้วิเคราะห์การกระจายข้อมูลได้ด้วยสูตรเดียว — แค่เปลี่ยนเลข quart จาก 0 ถึง 4 ก็ได้ภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่ค่าต่ำสุด จนถึง Q1, Q2, Q3 ไปถึงค่าสูงสุด
ส่วนตัวผม ถ้าทำงานกับ Excel รุ่นใหม่ ผมจะใช้ QUARTILE.INC แทนเสมอ เพราะชื่อมันบอกชัดกว่าว่า ‘รวมค่าขอบ’ (Inclusive) ไม่งงเวลากลับมาอ่านสูตรอีกครั้ง แต่ถ้าไฟล์ต้องเปิดกับ Excel รุ่นเก่า QUARTILE ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย 😎
ใช้ quart=1 เพื่อหาค่า Q1 ซึ่งหมายความว่า 25% ของข้อมูลมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.5 ผลลัพธ์คือ 3.5 ซึ่งเป็นค่ากลางระหว่าง 2 และ 4
quart=2 คืนค่ามัธยฐาน (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50) ของชุดข้อมูล ผลลัพธ์คือ 7.5 ซึ่งเป็นค่ากลางระหว่าง 7 และ 8 — ผลเดียวกับที่ได้จากฟังก์ชัน MEDIAN
quart=3 คืนค่า Q3 หมายความว่า 75% ของข้อมูลมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 9.25 ใช้ดูว่าข้อมูลส่วนใหญ่กระจุกอยู่ช่วงไหน
quart=0 คืนค่าต่ำสุดของชุดข้อมูล (เหมือน MIN) ส่วน quart=4 จะคืนค่าสูงสุด (เหมือน MAX) ทั้งสองตัวนี้มีไว้ให้เห็นภาพรวมของ range ข้อมูลทั้งหมดในคราวเดียว
ผมลองทดสอบแล้วพบว่าผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการครับ QUARTILE.INC ที่เปิดตัวใน Excel 2010 คือเวอร์ชันอัปเกรดของ QUARTILE ที่ชื่อบอกชัดขึ้นว่า 'รวมค่าขอบ' (Inclusive) Microsoft แนะนำให้ใช้ QUARTILE.INC แทนในไฟล์ใหม่ แต่ QUARTILE ยังทำงานได้ปกติเพื่อ backward compatibility
ผมเข้าใจว่ามีเพื่อความสะดวกตอนสร้างตาราง Box Plot ครับ แทนที่จะเรียก 5 ฟังก์ชันต่างกัน (MIN, QUARTILE Q1, MEDIAN, QUARTILE Q3, MAX) ก็ใช้ QUARTILE เดียวเปลี่ยนแค่เลข quart จาก 0 ถึง 4 ได้เลย ทำให้สูตรดูเป็นระบบกว่า
ผมเจอบ่อยมากครับ สาเหตุหลักมีสองอย่าง: (1) ใส่ค่า quart ไม่ถูก — ต้องเป็น 0, 1, 2, 3, หรือ 4 เท่านั้น ถ้าใส่ 5 ขึ้นไปหรือติดลบก็จะ #NUM! (2) array ว่างเปล่าหรือไม่มีตัวเลขเลย ให้เช็กว่า range ที่อ้างถึงมีข้อมูลอยู่จริง
ได้ครับ และนั่นคือปกติ เช่น ถ้า Q1 ตกอยู่ระหว่างตัวเลขสองตัว Excel จะ interpolate ให้อัตโนมัติ ผมแนะนำให้ใช้ ROUND() ครอบถ้าต้องการแสดงผลเป็นจำนวนเต็ม เช่น =ROUND(QUARTILE(…,1),0)
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ QUARTILE จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
MEDIAN คืนค่าที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่ จะได้ค่าตรงกลางพอดี แต่ถ้าเป็นเลขคู่ จะนำ 2 ค่าตรงกลางมาหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับหาค่ากลางของข้อมูลที่มีค่าสุดโต่ง (Outliers) ปะปนอยู่ (เช่น เงินเดือน หรือราคาบ้าน)
MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด
PERCENTILE.EXC หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ของข้อมูล โดยไม่รวมค่าที่ 0% และ 100% (Exclusive method) เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีการกระจายตัวแบบปกติและต้องการการประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้น
หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k (แบบ Inclusive: 0 ≤ k ≤ 1) ซึ่งรวมค่าขอบ 0% และ 100% ในการคำนวณ
QUARTILE.EXC หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยใช้วิธี Exclusive ที่ไม่นับค่าต่ำสุดและสูงสุดเป็นตำแหน่งควอร์ไทล์ที่เป็นไปได้
ฟังก์ชันที่หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยอิงจากการแบ่งข้อมูล 4 ส่วนเท่า ๆ กัน
คำนวณค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k ของชุดข้อมูล เช่น P90 หรือ P50 เหมาะสำหรับวิเคราะห์การกระจายตัวของข้อมูลและกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่