หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k (แบบ Inclusive: 0 ≤ k ≤ 1) ซึ่งรวมค่าขอบ 0% และ 100% ในการคำนวณ
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| array | Range/Array | ช่วงข้อมูลหรืออาร์เรย์ที่ต้องการหาเปอร์เซ็นไทล์ |
| k | Number | ค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ต้องการหา (0 ถึง 1 หรือ 0% ถึง 100%) |
ฟังก์ชัน PERCENTILE.INC ใน Excel ช่วยหาค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k แบบ Inclusive (0 ≤ k ≤ 1) ซึ่งหมายความว่ามันรวมค่าต่ำสุด (0%) และค่าสูงสุด (100%) ในการคำนวณ
ใช้ประโยชน์เมื่อต้องการทราบค่าที่อยู่ในตำแหน่งที่กำหนดในชุดข้อมูล เช่น หาคะแนนสำหรับเกรด A ที่ต้องตั้งแต่ percentile 90 ขึ้นไป
ส่วนตัวผมชอบใช้ PERCENTILE.INC สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป เพราะมันรวมขอบเขต 0% และ 100% ไว้ ส่วน PERCENTILE.EXC นั้นเหมาะสำหรับสถิติขั้นสูงที่ต้องเน้นข้อมูลตรงกลาง 😎
หากข้อมูลในช่วง A2:A10 เป็น 10, 20, 30, 40, 50, 60, 70, 80, 90 จะได้ค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ประมาณ 75 (ข้อมูล 75% ต่ำกว่าค่านี้)
หาค่า Median (percentile 50) ของคะแนนสอบ ซึ่งแบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน ผลลัพธ์ 65 หมายความว่า 50% ของนักเรียนได้คะแนนต่ำกว่า 65
ใช้อาร์เรย์ {0.25, 0.5, 0.75} เพื่อหา Quartile ทั้งสามตัวพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ Q1=50, Q2 (Median)=70, Q3=85
ใช้ k=0 จะได้ค่าต่ำสุด (MIN) ใช้ k=1 จะได้ค่าสูงสุด (MAX) นี่คือลักษณะเฉพาะของ PERCENTILE.INC ที่ต่างจาก PERCENTILE.EXC
PERCENTILE.INC รวมค่าขอบ 0% และ 100% ไว้ ส่วน PERCENTILE.EXC ไม่รวม ซึ่งทำให้ PERCENTILE.INC สามารถคืนค่าต่ำสุดและสูงสุดได้
ใช่ k ต้องเป็นตัวเลขระหว่าง 0 ถึง 1 เท่านั้น ถ้าใช้ 75 แทน 0.75 จะได้ผลลัพธ์ที่ผิด
PERCENTILE.INC ใช้ได้ใน Excel 2007 ขึ้นไป ถ้าต้องการความเข้ากันได้กับรุ่นเก่า ให้ใช้ PERCENTILE ซึ่งเป็นชื่อเดิม
#NUM! ปกติเกิดจาก k < 0 หรือ k > 1 ตรวจสอบให้แน่ใจว่า k อยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
ใช่ PERCENTILE.INC ใช้การสอดแทรก (interpolation) เพื่อหาค่าที่อยู่ระหว่างข้อมูล ดังนั้นผลลัพธ์อาจไม่อยู่ในข้อมูลต้นทาง
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ PERCENTILE.INC จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
AVERAGEIF จะหาค่าเฉลี่ยของตัวเลขในช่วงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขเพียง 1 ข้อเท่านั้น เช่น หาคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่สอบผ่าน หรือหาเงินเดือนเฉลี่ยตามแผนก ประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ AVERAGEPRODUCT หรือ Array Formula มาก
ฟังก์ชันหาจำนวนความสำเร็จที่น้อยที่สุด ที่ทำให้ความน่าจะเป็นสะสม >= ค่าเกณฑ์ที่กำหนด เหมือนจะตอบว่า 'ต้องลองกี่ครั้งถึงจะมั่นใจได้'
GAMMA.INV หาค่า X ที่สอดคล้องกับความน่าจะเป็นที่กำหนดในการแจกแจงแบบ Gamma โดยมีพารามิเตอร์ Alpha (shape) และ Beta (scale).
MAX คืนค่าสูงสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลประเภทอื่นปนอยู่ในช่วง เหมาะสำหรับหาค่าสูงสุดเช่น คะแนนสูงสุด ยอดขายสูงสุด หรือวันที่ล่าสุด และยังใช้เทคนิค Clamp (จำกัดค่า) โดยการใส่ 0 เป็น argument แรกเพื่อบังคับให้ค่าลบกลายเป็น 0 ได้อีกด้วย
MEDIAN คืนค่าที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่ จะได้ค่าตรงกลางพอดี แต่ถ้าเป็นเลขคู่ จะนำ 2 ค่าตรงกลางมาหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับหาค่ากลางของข้อมูลที่มีค่าสุดโต่ง (Outliers) ปะปนอยู่ (เช่น เงินเดือน หรือราคาบ้าน)
MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด
PERCENTILE.EXC หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ของข้อมูล โดยไม่รวมค่าที่ 0% และ 100% (Exclusive method) เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีการกระจายตัวแบบปกติและต้องการการประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ฟังก์ชันที่หาว่าค่าใดค่าหนึ่งอยู่ที่อันดับเปอร์เซ็นไทล์เท่าไหร่ โดยขอบเขตเป็น 0 ถึง 1 (ไม่รวมขอบเขต)
PERCENTRANK.INC หาว่าค่าที่ระบุอยู่ที่ตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ไหน (0-100%) โดยรวม 0% และ 100% ได้
QUARTILE.EXC หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยใช้วิธี Exclusive ที่ไม่นับค่าต่ำสุดและสูงสุดเป็นตำแหน่งควอร์ไทล์ที่เป็นไปได้
ฟังก์ชันที่หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยอิงจากการแบ่งข้อมูล 4 ส่วนเท่า ๆ กัน
ฟังก์ชัน BETAINV ค้นหาค่าผกผันของฟังก์ชันการแจกแจงความน่าจะเป็น Beta แบบสะสม ใช้ในการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นและการวางแผนโครงการ
GAMMAINV เป็นฟังก์ชันเก่าที่ใช้หาค่า x จากความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Gamma ในปัจจุบันแนะนำให้ใช้ GAMMA.INV แทน
คำนวณค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k ของชุดข้อมูล เช่น P90 หรือ P50 เหมาะสำหรับวิเคราะห์การกระจายตัวของข้อมูลและกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน
ฟังก์ชัน QUARTILE แบ่งชุดข้อมูลออกเป็นสี่ส่วน แล้วคืนค่า Q1, Q2 (มัธยฐาน), หรือ Q3 ใช้วิเคราะห์การกระจายข้อมูลได้ทันที แต่ปัจจุบัน Microsoft แนะนำให้ใช้ QUARTILE.INC แทน
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่