ISERROR ตรวจสอบค่าว่าเป็น Error หรือไม่ โดยครอบคลุม Error ทุกประเภทใน Excel ได้แก่ #N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME?, และ #NULL! มักใช้คู่กับ IF เพื่อแสดงข้อความเตือนหรือจัดการกับ Error ก่อนที่จะแสดงผล
=ISERROR(value)
=ISERROR(value)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| value | Any | Yes | ค่าหรือสูตรที่ต้องการตรวจสอบ (เซลล์, สูตร, หรือค่าคงที่ก็ได้) |
ใช้สูตร =ISERROR(A1) ใน Conditional Formatting เพื่อเปลี่ยนสีพื้นหลังของเซลล์ที่มี Error ให้เด่นชัดขึ้น ช่วยให้ตรวจสอบไฟล์ขนาดใหญ่ได้ง่าย
ใช้ตรวจสอบว่าสูตรที่เขียนไปมีข้อผิดพลาดหรือไม่ (เช่น อ้างอิงเซลล์ผิด #REF! หรือพิมพ์ชื่อสูตรผิด #NAME?)
ISERROR(100/0)=ISERROR(100/0)
TRUE
ISERROR(VLOOKUP("X", Data, 2, 0))=ISERROR(VLOOKUP("X", Data, 2, 0))
TRUE (ถ้าไม่เจอ)
IF(ISERROR(A1/B1), 0, A1/B1)=IF(ISERROR(A1/B1), 0, A1/B1)
ผลหาร หรือ 0
IF(ISERROR(INDEX(A1:A10, 5)), "ไม่มีข้อมูล", INDEX(A1:A10, 5))=IF(ISERROR(INDEX(A1:A10, 5)), "ไม่มีข้อมูล", INDEX(A1:A10, 5))
"ไม่มีข้อมูล" หรือค่าจากช่อง 5
ISERROR จับ Error **ทุกชนิด** (ทั้ง #N/A ด้วย) ส่วน ISERR จะจับทุกชนิด **ยกเว้น #N/A** เหมาะสำหรับกรณีที่อยากรู้ว่าสูตรพังหรือไม่ โดยไม่นับกรณีที่แค่หาข้อมูลไม่เจอ
ISERROR คืนค่าเป็น TRUE/FALSE (ต้องใช้ IF ช่วยถ้าจะเปลี่ยนค่า) ส่วน IFERROR ทำหน้าที่แทนที่ค่า Error ด้วยค่าใหม่ทันที แนะนำให้ใช้ IFERROR ในหลายกรณี เพราะเขียนสั้นกว่า
ISERROR จับทั้งหมด 7 ชนิด: #N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME?, และ #NULL!
Excel 2016 ขึ้นไป, Excel 365, และ Excel for the web ทั้งหมดรองรับ
ฟังก์ชัน ISERROR ใช้สำหรับตรวจสอบว่าค่าในเซลล์หรือผลลัพธ์จากสูตรเป็นข้อผิดพลาด (Error) หรือไม่ โดยจะคืนค่าเป็น TRUE ถ้าเป็น Error ชนิดใดก็ได้ (เช่น #N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!) และคืนค่า FALSE ถ้าเป็นค่าปกติ
จุดเด็ดของ ISERROR คือ มันจับ Error ได้แบบ “ครอบคลุมหมด” – ไม่ว่าจะอะไรผิดไปในสูตร ตั้งแต่การหารด้วยศูนย์ ไปจนถึง VLOOKUP ที่หาข้อมูลไม่เจอ ISERROR ก็จับได้หมด ทำให้สูตรของคุณดูเป็นมืออาชีพ แทนที่จะโชว์ Error สัแดง ๆ
ส่วนตัวผม ผมจะใช้ ISERROR เมื่ออยากรู้ว่า “มี error หรือไม่” แต่ถ้าอยากแทนที่ error ด้วยค่าอื่น ผมจะใช้ IFERROR เลย เพราะเขียนสั้นกว่า