ฟังก์ชันหาจำนวนความสำเร็จที่น้อยที่สุด ที่ทำให้ความน่าจะเป็นสะสม >= ค่าเกณฑ์ที่กำหนด เหมือนจะตอบว่า ‘ต้องลองกี่ครั้งถึงจะมั่นใจได้’
=BINOM.INV(trials, probability_s, alpha)
=BINOM.INV(trials, probability_s, alpha)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| trials | Number | Yes | จำนวนการทดลองหรือจำนวนครั้งที่เป็นอิสระต่อกัน ถ้าป้อนตัวเลขทศนิยม Excel จะตัดทิ้งให้อัตโนมัติ | |
| probability_s | Number (0-1) | Yes | โอกาสสำเร็จในแต่ละครั้ง เช่น 0.5 = 50%, 0.1 = 10% | |
| alpha | Number (0-1) | Yes | เกณฑ์ความน่าจะเป็นสะสมที่ต้องการ เช่น 0.95 = ต้องมั่นใจ 95% |
BINOM.INV(10, 0.5, 0.5)=BINOM.INV(10, 0.5, 0.5)
5
BINOM.INV(100, 0.1, 0.95)=BINOM.INV(100, 0.1, 0.95)
14
BINOM.INV(50, 0.05, 0.99)=BINOM.INV(50, 0.05, 0.99)
5
BINOM.INV(100, 0.3, 0.999)=BINOM.INV(100, 0.3, 0.999)
35
BINOM.DIST ถาม ‘ถ้าผลลัพธ์เป็นแบบนี้ ความน่าจะเป็นจะเท่าไหร่’ แต่ BINOM.INV ถาม ‘ถ้าต้องความน่าจะเป็นแบบนี้ ผลลัพธ์ต้องเป็นแบบไหน’ – กลับทิศกันเลย
ไม่ Alpha ต้องเป็นทศนิยมระหว่าง 0 ถึง 1 เท่านั้น เช่น 0.95, 0.5, 0.999 แต่ทำไมถึง trials ต้องเป็นจำนวนเต็ม? เพราะเราต้องลองเป็นครั้งๆ เป็นครึ่งครั้งไม่ได้
ใช่ CRITBINOM คือชื่อเก่าของ BINOM.INV ใน Excel ตัวเก่า ขณะนี้ BINOM.INV คือชื่อใหม่แล้ว ใช้ BINOM.INV เถอะ
ติดข้อผิดพลาด #NUM! เพราะกรณีนี้ไม่มีความน่าจะเป็นให้หาหรือมีแต่ 0 ไม่ได้เป็นสถานการณ์ Binomial จริงๆ
ผลจะเป็นมัธยฐาน (median) ของ Binomial distribution นั่นคือ 50th percentile ถ้า trials = 10, prob = 0.5 ผลคือ 5 (ครึ่งๆ)
BINOM.INV คือ inverse ของ BINOM.DIST นั่นคือแทนที่จะถาม ‘ถ้าลอง 10 ครั้ง โอกาสสำเร็จ 50% ความน่าจะเป็นสะสมจะเป็นเท่าไหร่’ มันคือถาม ‘ถ้าต้องให้ความน่าจะเป็นสะสม >= 95% จะต้องสำเร็จกี่ครั้ง’
ใช้สำหรับตัดสินใจเชิงสถิติ เช่น จะต้องผลิตสินค้ากี่ชิ้นถึงจะแน่ใจว่าขายได้จำนวนที่ต้องการ หรือจะต้องสแกนอ้างอิงกี่เอกสารถึงจะแน่ใจว่าจะเจอเอกสารสำคัญที่ต้องการ
ส่วนที่ลับๆคือ alpha คือเกณฑ์ความน่าจะเป็น (Cumulative Probability) ไม่ใช่ค่า p-value ของสถิติอย่างอื่น ส่วนคำตอบมันจะเป็นจำนวนเต็มเสมอ เพราะเราต้องสำเร็จเป็นครั้ง ไม่ได้ครึ่งครั้ง 😎