CORREL หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุด ผลลัพธ์เป็น -1 ถึง 1 บอกให้เห็นว่าข้อมูลทั้งสองไปทางเดียวกันหรือสวนทางกัน
=CORREL(array1, array2)
=CORREL(array1, array2)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| array1 | Range/Array | Yes | ชุดข้อมูลแรก (เช่น ค่าใช้จ่ายการตลาด) | |
| array2 | Range/Array | Yes | ชุดข้อมูลที่สอง (เช่น ยอดขาย) ต้องมีจำนวนข้อมูลเท่ากับ array1 |
CORREL(B2:B10, C2:C10)=CORREL(B2:B10, C2:C10)
0.92
CORREL(D2:D15, E2:E15)=CORREL(D2:D15, E2:E15)
0.08
CORREL(F2:F20, G2:G20)=CORREL(F2:F20, G2:G20)
-0.78
CORREL(Sales[Advertising_Spend], Sales[Revenue])=CORREL(Sales[Advertising_Spend], Sales[Revenue])
0.85
ทั้งสองให้ผลลัพธ์เหมือนกัน CORREL เป็นชื่อที่ใช้บ่อย PEARSON เป็นชื่อเรียกตามสถิติ ใช้ตัวไหนก็ได้
array1 และ array2 ต้องมีจำนวนข้อมูลเท่ากัน เช่น ถ้า array1 มี 10 ค่า array2 ต้องมี 10 ค่าด้วย นับตัวเลขดูให้ดี
ใช่ ค่า 0 หรือใกล้ 0 (เช่น -0.15 ถึง 0.15) หมายความว่าข้อมูลทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกัน
เฉพาะตัวเลข Text หรือค่าว่างจะถูกข้ามไป ถ้าคุณต้องการความสัมพันธ์ข้อมูลชนิดอื่น ต้องแปลงเป็นตัวเลขก่อน
CORREL (Correlation) เป็นฟังก์ชันสถิติที่ใช้หาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุด ผลลัพธ์บอกเราว่าเมื่อข้อมูลชุดแรกเพิ่มขึ้น ข้อมูลชุดที่สองจะเพิ่มขึ้น ลดลง หรือไม่เปลี่ยนแปลง
ทำไมต้องใช้ CORREL? เพราะการมองตาคร่าวๆ เข้าใจผิดได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น อุณหภูมิสูงและยอดขายเย็นสูงพร้อมกัน คุณอาจคิดว่าเกี่ยวข้องกัน แต่ CORREL จะบอกคุณความสัมพันธ์ที่แท้จริง
ผลลัพธ์ที่ได้:
– ค่าใกล้ +1 = ความสัมพันธ์ทางบวกแรง (หนึ่งเพิ่มอีกอันก็เพิ่ม)
– ค่าใกล้ 0 = ไม่มีความสัมพันธ์
– ค่าใกล้ -1 = ความสัมพันธ์ทางลบแรง (หนึ่งเพิ่มอีกอันลดลง)
ประเด็นที่ต้องระวัง: CORREL ต้องการจำนวนข้อมูลเท่ากันในทั้งสองชุด และไม่รวมค่า Text หรือ Empty cells ถ้าข้อมูลขาดหรือพิมพ์ผิด ผลลัพธ์อาจเสีย