SUMIFS บวกค่าจาก sum_range เฉพาะแถวที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อพร้อมกัน (AND logic) รองรับได้สูงสุด 127 คู่เงื่อนไข สามารถใช้ comparison operators (>, =, <=, ), wildcard characters (*, ?), และ cell references ใน criteria ได้ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ multi-dimensional filtering เช่น รายงานยอดขายตามภูมิภาค ช่วงเวลา และสถานะพร้อมกัน โดยไม่ต้องใช้ helper columns หรือฟังก์ชันซ้อนซับซ้อน
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| sum_range | Range | ช่วงตัวเลขที่ต้องการบวก (ต้องมีขนาดเท่ากับทุก criteria_range มิฉะนั้นจะได้ #VALUE! error) |
| criteria_range1 | Range | ช่วงแรกที่จะตรวจสอบตามเงื่อนไข (ต้องมีขนาดเท่ากับ sum_range) |
| criteria1 | Text/Number/Date/Cell Reference | เงื่อนไขที่ 1 สามารถเป็นตัวเลข, ข้อความ (ต้องครอบด้วย double quotes), comparison operators (“>100”, “0”), wildcard patterns (“*Pro*”, “A???”), cell references, หรือ DATE function ร่วมกับ & operator |
| [criteria_range2]ไม่บังคับ | Range | ช่วงที่ 2 สำหรับเงื่อนไขเพิ่มเติม (optional, ต้องมีขนาดเท่ากับ sum_range) |
| [criteria2]ไม่บังคับ | Text/Number/Date/Cell Reference | เงื่อนไขที่ 2 (optional, ใช้รูปแบบเดียวกับ criteria1) |
[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ
SUMIFS เป็นฟังก์ชันคณิตศาสตร์ที่ใช้บวกค่าจาก sum_range เฉพาะแถวที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อที่กำหนด (AND logic) รองรับได้สูงสุด 127 คู่เงื่อนไข ทำให้สามารถกรองข้อมูลหลายมิติพร้อมกันได้ในสูตรเดียว
.
ถ้าเคยใช้ SUMIF มาก่อน ต้องระวังเรื่องลำดับ argument นะครับ เพราะ SUMIFS นี่มัน “พลิกกลับ” ตรงที่ใส่ sum_range เป็นตัวแรกเลย ไม่ใช่ตัวท้ายแบบ SUMIF 😅
.
ตอนแรกๆ ที่เริ่มใช้ ผมก็สับสนเหมือนกัน พิมพ์ผิดลำดับบ่อยมาก 555 แต่พอคุ้นแล้วก็เข้าใจว่าทำไมถึงออกแบบแบบนี้ เพราะ sum_range ควรมาก่อนเพื่อให้เห็นว่าเรากำลังบวกอะไร
จุดเด่นของ SUMIFS คือทำ multi-dimensional filtering ได้สบายมาก ไม่ต้องมานั่งสร้าง helper columns หรือซ้อนฟังก์ชันซับซ้อน แค่เพิ่มคู่ criteria_range กับ criteria ไปเรื่อยๆ ก็ได้แล้ว
.
ส่วนตัวผมใช้ฟังก์ชันนี้บ่อยมากเวลาทำ dashboard เพราะสามารถ dynamic criteria ผ่าน cell references ได้ ทำให้ user เลือก filter แล้วเลขอัพเดทแบบ real-time เลย 😎
SUMIFS รองรับ comparison operators (>, =, <=, ) และ wildcard characters (* สำหรับหลายตัวอักษร, ? สำหรับตัวอักษรเดียว) ใน criteria ทำให้สามารถทำ text pattern matching และ numeric range filtering ได้อย่างยืดหยุ่น
.
นอกจากนี้ยังรองรับการใช้ DATE function ร่วมกับ & operator เพื่อสร้าง date criteria แบบ dynamic ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมใช้บ่อยมากเวลาทำรายงานประจำเดือน ไม่ต้องไปแก้วันที่ในสูตรให้ปวดหัว 💡
วิเคราะห์ยอดขายรายภูมิภาคในช่วงเวลาเฉพาะ เช่น North ในเดือน ม.ค. 2024 โดยไม่ต้องใช้ PivotTable
รวมค่าใช้จ่ายเฉพาะหมวดที่กำหนดและผ่านการอนุมัติแล้ว เหมาะสำหรับรายงานทางการเงิน
รวมคะแนนที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำและเป็นวิชาที่ต้องการวิเคราะห์
คำนวณมูลค่า inventory เฉพาะสินค้าประเภทหนึ่งที่มี stock ต่ำกว่าเกณฑ์
สร้าง dashboard ที่ผู้ใช้เปลี่ยน criteria ผ่าน cell references (dropdowns, input cells) และสูตรคำนวณแบบ real-time
รวมยอดขายจากคอลัมน์ Amount เฉพาะแถวที่ Region = "North"
นี่คือการใช้งานพื้นฐานที่สุดของ SUMIFS แม้จะมีเงื่อนไขเดียว (ซึ่งทำด้วย SUMIF ก็ได้นะ) แต่การเริ่มด้วย SUMIFS จะทำให้เพิ่มเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ง่ายในภายหลัง โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างสูตรใหม่
ส่วนตัวผมแนะนำให้เริ่มด้วย SUMIFS เลยตั้งแต่แรก แม้ยังมีเงื่อนไขเดียวก็ตาม เพราะอนาคตถ้าต้องเพิ่มเงื่อนไขก็ไม่ต้องมานั่ง refactor สูตรอีกรอบ 😎
รวมยอดขายที่ต้องตรงทั้ง 2 เงื่อนไข: Region = "North" AND Status = "Completed"
นี่คือ core use case ของ SUMIFS ที่ช่วยกรองข้อมูลหลายมิติในสูตรเดียว โดยไม่ต้องใช้ helper columns หรือซ้อนฟังก์ชันซับซ้อน
สังเกตว่าลำดับ arguments คือ sum_range ก่อน จากนั้นตามด้วยคู่ (criteria_range, criteria) ซ้ำกี่คู่ก็ได้ ถ้าจำไม่ได้ก็คิดง่ายๆ ว่า "บอกก่อนว่าจะบวกอะไร แล้วค่อยบอกว่าจะกรองยังไง" 💡
รวมยอดขายในเดือน ม.ค. 2024 โดยใช้ Sales[Date] เป็น criteria_range 2 ครั้ง: ครั้งแรกตรวจ >= 1 ม.ค. 2024 และครั้งที่สองตรวจ <= 31 ม.ค. 2024
การใช้ DATE function ร่วมกับ & operator แบบนี้ (">="&DATE(2024,1,1)) ช่วยให้สร้าง date criteria แบบ dynamic ได้ โดยไม่ต้องพึ่ง hard-coded date strings ที่อาจเกิด format issues ตามภาษาของเครื่อง 💡
รวมยอดขายสินค้าที่มีคำว่า "Pro" อยู่ในชื่อ (เช่น iPhone Pro, MacBook Pro, AirPods Pro) และอยู่ในหมวด Electronics
การใช้ wildcard * ช่วยให้ไม่ต้อง list ชื่อสินค้าทีละตัว ซึ่งสะดวกมากเวลาต้องค้นหาแบบ pattern ตัวอักษร * แทน "ตัวอักษรกี่ตัวก็ได้" ส่วน ? แทน "ตัวอักษรเดียว" (เช่น "A???" = A ตามด้วย 3 ตัวอักษรใดๆ)
ข้อดีอีกอย่างคือ wildcards ทำงานแบบ case-insensitive คือ "pro" กับ "Pro" ให้ผลเหมือนกันเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ 😎
รวมยอด order ที่มีมูลค่ามากกว่า 1000 และสถานะไม่ใช่ Cancelled
สังเกตว่า Orders[Total] ทำหน้าที่ทั้ง sum_range และ criteria_range ได้ (ตรวจสอบช่วงเดียวกันกับที่บวก) การใช้ <> หมายถึง "ไม่เท่ากับ" ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการ exclude ค่าบางอย่างออกจากผลรวม
เทคนิคนี้มีประโยชน์มากเวลาต้องการกรองข้อมูลที่มีคุณภาพ เช่น ตัดยอดที่ถูก cancel หรือยอดที่เล็กเกินไปออก ส่วนตัวผมใช้บ่อยเวลาทำรายงานยอดขายจริง 💡
รวม commission เฉพาะรายการที่อยู่ในช่วง 10,000 – 50,000 โดยใช้ Sales[Commission] ทั้งเป็น sum_range และ criteria_range 2 ครั้ง
นี่เป็นเทคนิคที่มีประโยชน์เมื่อต้องการกรองตัวเลขเฉพาะในช่วงที่กำหนด โดยไม่ต้องสร้าง helper column แยกเพื่อเช็คเงื่อนไข
ตอนแรกดูซับซ้อน แต่พอเข้าใจแล้วก็ใช้งานได้คล่องมาก ผมเคยใช้เทคนิคนี้กรองยอดขายที่อยู่ใน range เฉพาะเพื่อคำนวณ commission tier ต่างๆ ได้สบายเลย 😎
รวมยอดขายตาม criteria ที่เก็บใน cells: G2="North", H2=2024, I2="Q1"
เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ interactive dashboards ที่ผู้ใช้เลือก filters ผ่าน dropdowns หรือ input cells แล้วสูตรคำนวณผลแบบ real-time โดยไม่ต้องแก้สูตร
ส่วนตัวผมใช้วิธีนี้ทำ dashboard ทุกครั้งเลย เพราะทำให้ end user สามารถ explore ข้อมูลเองได้โดยไม่ต้องมาขอให้แก้สูตร แค่เปลี่ยน dropdown ตัวเลขก็อัพเดททันที 💪
รวมยอดขายที่ Region ไม่ว่าง ("<>" หมายถึง not empty) และ Amount มากกว่า 0
การใช้ "<>" เป็น criteria ช่วยตัดแถวที่มี empty cells หรือ blank values ออก ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการทำความสะอาดข้อมูลก่อนคำนวณ
เคยเจอปัญหาตัวเลขผิดเพราะมีแถวว่างปนมั้ยครับ? ผมเจอบ่อยมาก 😅 พอเริ่มใช้เทคนิคนี้ ปัญหาหายไปเลย ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ก็ไม่มาทำให้ผลรวมผิดเพี้ยนอีกต่อไป
สถานการณ์จริง: รวมรายได้จากการขาย Laptop ในภูมิภาค North ช่วง Q1 2024 ที่มี quantity มากกว่า 5 ชิ้น
สูตรนี้ใช้เงื่อนไข 5 ข้อพร้อมกัน: (1) Region filter, (2) Product wildcard search, (3-4) Date range, (5) Quantity threshold
นี่คือตัวอย่าง real-world ของการใช้ SUMIFS ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ multi-dimensional filtering ที่ซับซ้อน โดยไม่ต้องพึ่ง PivotTable หรือ Power Query
ตอนแรกดูยาวน่ากลัว แต่ถ้าเขียนทีละคู่เงื่อนไข ก็ไม่ยากเลยครับ ผมเคยเขียนสูตรที่มี 7-8 เงื่อนไขสำหรับรายงานพิเศษ แล้วมันก็ยังทำงานได้ดีอยู่ 💪
ความแตกต่างหลัก 3 ข้อครับ:
(1) SUMIF รองรับเงื่อนไขเดียว, SUMIFS รองรับหลายเงื่อนไข (สูงสุด 127 คู่)
(2) ลำดับ arguments ต่างกัน: SUMIF ใช้ (range, criteria, sum_range) ส่วน SUMIFS ใช้ (sum_range, range1, criteria1, …) โดย sum_range มาก่อน
(3) SUMIFS ยืดหยุ่นกว่า เพราะแม้ใช้เงื่อนไขเดียวก็สามารถเพิ่มเงื่อนไขภายหลังได้ง่าย
ส่วนตัวผมแนะนำให้ใช้ SUMIFS เป็นหลักในโปรเจกต์ใหม่ เพื่อ consistency และเตรียมพร้อมสำหรับการขยาย criteria ในอนาคตครับ
SUMIFS ทำได้เฉพาะ AND logic (ต้องตรงทุกเงื่อนไข) ถ้าต้องการ OR logic มี 2 วิธีครับ:
(1) รวม SUMIFS หลายตัวเข้าด้วยกัน เช่น =SUMIFS(Amount, Region, "North") + SUMIFS(Amount, Region, "South") เพื่อรวมยอดจาก North หรือ South
(2) ใช้ SUMPRODUCT กับ + operator สำหรับ OR เช่น =SUMPRODUCT(Amount * ((Region="North")+(Region="South")))
แต่ SUMPRODUCT ช้ากว่า SUMIFS มาก โดยเฉพาะข้อมูลเยอะๆ ดังนั้นถ้าทำได้ด้วย SUMIFS ควรใช้ SUMIFS เสมอครับ
ส่วนตัวผมใช้วิธีที่ 1 บ่อยกว่า เพราะอ่านง่ายและ maintain ได้ง่ายกว่า แม้สูตรจะยาวหน่อยก็ตาม 😅
#VALUE! error เกิดจาก 3 สาเหตุหลักครับ:
(1) sum_range และ criteria_ranges มีขนาด (rows × columns) ไม่เท่ากัน → แก้โดยตรวจสอบให้ทุก range มี dimensions เท่ากัน
(2) ใช้ array แทน range เช่น YEAR(B5:B16) ซึ่ง SUMIFS ไม่รองรับ → แก้โดยใช้ helper column หรือเปลี่ยนไปใช้ SUMPRODUCT
(3) Reference ไปยัง external workbook ที่ปิดอยู่ → แก้โดยเปิด workbook นั้นหรือ copy data มาที่ workbook ปัจจุบัน
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด: ใช้ structured references (Table[Column]) แทน cell ranges เพราะจะ auto-adjust และลด errors 💡
ผมเคยเจอ error แบบนี้เยอะมากตอนเริ่มใช้ SUMIFS พอรู้แล้วว่าสาเหตุคืออะไร ก็แก้ได้ง่ายขึ้นเยอะครับ
ใช่ครับ ทุก criteria_range ต้องมีขนาด (จำนวน rows และ columns) เท่ากับ sum_range ทุกประการ มิฉะนั้นจะได้ #VALUE! error
ตัวอย่าง: ถ้า sum_range คือ A2:A100 (99 rows × 1 column) ทุก criteria_range ต้องเป็น 99 rows × 1 column เช่น B2:B100, C2:C100 เป็นต้น
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือการ reference ผิด row โดยไม่ตั้งใจ เช่น sum_range เป็น A2:A100 แต่ criteria_range เป็น B1:B100 (เยอะกว่า 1 แถว) 😅
วิธีป้องกัน: ใช้ Table structured references ซึ่งจะ auto-match ขนาดเสมอ
ผมเคยทำผิดแบบนี้เยอะเลย โดยเฉพาะตอนรีบๆ copy สูตร แล้วลืมปรับ range ให้ตรงกัน ตอนนี้เลยเปลี่ยนมาใช้ Table แทนเลย สบายกว่าเยอะ
SUMIFS รองรับ wildcard 3 แบบครับ:
(1) * แทนตัวอักษรกี่ตัวก็ได้ เช่น "*Pro*" = มีคำว่า Pro อยู่ตรงไหนก็ได้, "A*" = ขึ้นต้นด้วย A
(2) ? แทนตัวอักษรเดียว เช่น "A???" = A ตามด้วย 3 ตัวอักษรใดๆ
(3) ~ escape character สำหรับค้นหา * หรือ ? จริงๆ เช่น "~?" = เครื่องหมาย ? ตัวอักษร
ข้อจำกัด: Wildcards ทำงานเฉพาะกับ text criteria และเป็นแบบ case-insensitive ("pro" กับ "Pro" ให้ผลเหมือนกัน) ถ้าต้องการ case-sensitive search ต้องใช้ SUMPRODUCT กับ EXACT function แทน
ผมใช้ wildcard บ่อยมาก โดยเฉพาะตอน * เพราะช่วยให้ค้นหาได้ยืดหยุ่นโดยไม่ต้องระบุคำเต็ม 💡
เร็วกว่ามากครับ SUMIFS ได้รับการ optimize เฉพาะสำหรับการกรองข้อมูลตาม criteria แบบ native โดย Excel engine ส่วน SUMPRODUCT ต้องคำนวณทุกเซลล์ก่อนรวม (evaluate entire arrays) ทำให้ช้ากว่าโดยเฉพาะกับข้อมูลขนาดใหญ่
ความแตกต่างหลัก:
(1) SUMIFS รองรับเฉพาะ AND logic, SUMPRODUCT ทำ OR และ complex logic ได้
(2) SUMIFS รองรับ wildcard, SUMPRODUCT ไม่รองรับโดยตรง
(3) SUMIFS ต้องใช้ range จริง, SUMPRODUCT ใช้ array functions ได้ เช่น YEAR()
กฎทอง: ถ้าทำได้ด้วย SUMIFS ให้ใช้ SUMIFS เสมอ
ผมเคยมีไฟล์ที่ช้ามาก พอเปลี่ยนจาก SUMPRODUCT มาเป็น SUMIFS ความเร็วดีขึ้นเห็นได้ชัดเลยครับ 😎
Date criteria มี 3 วิธีครับ:
(1) ใช้ DATE function กับ & operator เช่น ">="&DATE(2024,1,1) (best practice – explicit และ locale-independent)
(2) ใช้ cell reference ที่เก็บ date เช่น ">="&E10 (ดีสำหรับ dynamic criteria)
(3) Hard-code date string เช่น ">=2024-01-01" (ไม่แนะนำ – อาจเกิด format issues)
Best practices:
(1) ใช้ DATE function แทน hard-coded strings เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา regional date format
(2) สำหรับ date range ใช้ 2 เงื่อนไข: >= start date และ
เมื่อ sum_range มีค่า TRUE/FALSE Excel จะแปลงเป็นตัวเลขก่อนบวก: TRUE = 1, FALSE = 0
ตัวอย่าง: =SUMIFS(BoolColumn, Criteria_Range, "Yes") ถ้า BoolColumn มี TRUE 5 ตัว จะได้ผลรวม = 5
สำหรับ criteria: ค่า Boolean ใน criteria_range ก็แปลงเป็นตัวเลขเช่นกัน ดังนั้น criteria เช่น ">0" จะตรงกับ TRUE แต่ไม่ตรงกับ FALSE
ข้อควรระวัง: การแปลงนี้เกิด auto ทำให้อาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด แนะนำให้แปลง Boolean เป็น 1/0 อย่างชัดเจนผ่าน helper column หรือใช้ criteria แบบตรงตัว เช่น TRUE/FALSE แทน comparison
เคยเจอปัญหานี้มั้ยครับ? ผมเคยสับสนตอนเจอ TRUE/FALSE ในผลรวม พอรู้แล้วว่ามันทำงานยังไง ก็จัดการได้ง่ายขึ้นเยอะ 😅
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ SUMIFS จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
AVERAGEIF จะหาค่าเฉลี่ยของตัวเลขในช่วงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขเพียง 1 ข้อเท่านั้น เช่น หาคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่สอบผ่าน หรือหาเงินเดือนเฉลี่ยตามแผนก ประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ AVERAGEPRODUCT หรือ Array Formula มาก
AVERAGEIFS คำนวณค่าเฉลี่ยเลขคณิตของเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขหลายข้อพร้อมกัน โดยใช้ AND Logic (ต้องตรงทุกเงื่อนไข) รองรับเงื่อนไขได้สูงสุด 127 คู่ สามารถใช้กับข้อความ ตัวเลข วันที่ และ wildcard characters ทุก criteria_range ต้องมีขนาดเท่ากับ average_range เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเจาะลึกตามหลายมิติ เช่น วิเคราะห์ยอดขายตามภูมิภาค สินค้า และช่วงเวลา หรือวิเคราะห์คะแนนตามห้อง เพศ และระดับคะแนน
COUNTIF ใช้นับจำนวนเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขเดียว รองรับเงื่อนไขทั้งตัวเลข ข้อความ และการใช้ Wildcard (*, ?) สำหรับค้นหาแบบ pattern matching ไม่สนใจตัวพิมพ์เล็ก/ใหญ่ (case-insensitive) ข้อจำกัด: criteria ห้ามยาวเกิน 255 ตัวอักษร
COUNTIFS นับจำนวนเซลล์ที่ตรงกับหลายเงื่อนไขพร้อมกัน โดยใช้ AND logic หมายความว่าเงื่อนไขทุกข้อต้องเป็นจริงถึงจะนับ ซึ่งต่างจาก COUNTIF ที่มีได้แค่เงื่อนไขเดียว
.
ข้อดีคือรองรับได้ถึง 127 คู่ criteria_range/criteria ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับ wildcard characters (* แทนตัวอักษรกี่ตัวก็ได้, ? แทนตัวอักษรหนึ่งตัว) และ operators (>, =, <=, ) สำหรับเปรียบเทียบตัวเลขและวันที่
.
ที่ต้องระวังคือ criteria_range ทุกตัวต้องมีขนาดเท่ากันทุกประการ (rows × columns) มิฉะนั้นจะเกิด #VALUE! error ทันที COUNTIFS เป็นส่วนหนึ่งของ IFS family (SUMIFS, AVERAGEIFS, MAXIFS, MINIFS) ที่มี syntax คล้ายกัน เหมาะมากสำหรับสร้าง dashboard แบบ real-time และวิเคราะห์ KPI หลายมิติ
GROUPBY เป็นฟังก์ชันใหม่ใน Excel 365 ที่ใช้จัดกลุ่มข้อมูลและคำนวณผลสรุป (เช่น SUM, COUNT, AVERAGE) ตามกลุ่มนั้นๆ คล้ายกับการทำงานของ Pivot Table แต่ยืดหยุ่นกว่าเพราะเป็นสูตร สามารถกำหนดหัวตาราง ผลรวมย่อย และการเรียงลำดับได้ในตัว
MAXIFS ใช้หาค่าสูงสุดจากช่วงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขหนึ่งหรือมากกว่า แตกต่างจาก MAX ที่หาเพียงค่าสูงสุดทั้งหมด MAXIFS มีความยืดหยุ่นในการกรองข้อมูลก่อนหาค่าสูงสุด
ฟังก์ชันใหม่ใน Excel 365 ที่คำนวณว่าข้อมูลชุดย่อยคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลทั้งหมด ออกแบบมาให้ใช้คู่กับ GROUPBY และ PIVOTBY เพื่อทำคอลัมน์ % of total โดยไม่ต้องเขียนสูตรหาร
SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel
SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ
คูณข้อมูลจากหลายช่วงแล้วรวมผลลัพธ์ รองรับเงื่อนไขซับซ้อนและการคำนวณมีเงื่อนไข
DSUM ใช้หาผลรวมจากคอลัมน์ในฐานข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
IFS ทดสอบหลายเงื่อนไขตามลำดับที่กำหนด และคืนค่าของเงื่อนไขแรกที่เป็น TRUE แล้วหยุดทำงานทันที โครงสร้างเป็นคู่ (เงื่อนไข, ผลลัพธ์) ซ้ำได้สูงสุด 127 คู่ ทำให้อ่านและเขียนง่ายกว่า Nested IF แบบซ้อนชั้น ควรใส่ TRUE เป็นเงื่อนไขสุดท้ายเพื่อกำหนดค่า default ป้องกัน #N/A error มีตั้งแต่ Excel 2019 และ Microsoft 365 เท่านั้น
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่