QUARTILE.EXC หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยใช้วิธี Exclusive (ไม่รวมค่าต่ำสุดและสูงสุด)
=QUARTILE.EXC(array, quart)
=QUARTILE.EXC(array, quart)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| array | Range/Array | Yes | ช่วงข้อมูลหรือ array ที่ต้องการหาควอร์ไทล์ | |
| quart | Number | Yes | ค่าควอร์ไทล์ที่ต้องการ (1=Q1 ที่ 25%, 2=Median ที่ 50%, 3=Q3 ที่ 75%) |
QUARTILE.EXC(A2:A10, 1)=QUARTILE.EXC(A2:A10, 1)
ค่าต่ำกว่ามัธยฐาน 25% ของข้อมูล
QUARTILE.EXC(A2:A10, 2)=QUARTILE.EXC(A2:A10, 2)
ค่ากึ่งกลางของข้อมูล
QUARTILE.EXC(A2:A10, 3)=QUARTILE.EXC(A2:A10, 3)
ค่าสูงกว่ามัธยฐาน 25% ของข้อมูล
QUARTILE.EXC(B2:B50, 3) - QUARTILE.EXC(B2:B50, 1)=QUARTILE.EXC(B2:B50, 3) - QUARTILE.EXC(B2:B50, 1)
ช่วงกว้างของข้อมูล 50% ตรงกลาง
QUARTILE.EXC ไม่รวมค่าต่ำสุดและสูงสุด (exclusive) ในการคำนวณ ส่วน QUARTILE.INC รวมไว้ด้วย (inclusive) ผลลัพธ์จะต่างกัน QUARTILE.INC เหมาะสำหรับชุดข้อมูลขนาดเล็ก ส่วน QUARTILE.EXC เหมาะสำหรับชุดข้อมูลขนาดใหญ่
ไม่ได้ QUARTILE.EXC ยอมรับเฉพาะ quart = 1, 2, 3 เท่านั้น ถ้าใช้ 0 หรือ 4 จะขึ้น #NUM! error
QUARTILE() เป็นฟังก์ชันเก่า ใช้ QUARTILE.INC ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน ส่วน QUARTILE.EXC เป็นเวอร์ชันใหม่ Microsoft แนะนำให้ใช้เวอร์ชันใหม่
QUARTILE.EXC ใช้หาจุดแบ่งข้อมูลออกเป็นสี่ส่วน (Q1, Q2, Q3) โดยใช้วิธี Exclusive ซึ่งไม่รวมค่าต่ำสุด (0%) และสูงสุด (100%) ในการคำนวณ
ที่ต่างจาก QUARTILE.INC คือ QUARTILE.EXC ใช้ percentile range 0-1 (exclusive) ในขณะที่ QUARTILE.INC ใช้ 0-1 (inclusive) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันตามวิธีการคำนวณ
ส่วนตัวผม QUARTILE.EXC เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติและหาค่า outlier มากกว่า QUARTILE.INC เพราะไม่ขึ้นกับค่าสุดขั้ว