IMLOG2 คำนวณค่า Logarithm ฐาน 2 ของจำนวนเชิงซ้อน ส่งคืนผลลัพธ์เป็น complex number ในรูปแบบข้อความ ใช้บ่อยในงานวิศวกรรมและ signal processing
=IMLOG2(inumber)
=IMLOG2(inumber)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| inumber | Text | Yes | จำนวนเชิงซ้อนในรูปแบบข้อความ เช่น “3+4i”, “2-1j”, หรือจำนวนจริง เช่น “8” ต้องใส่เป็น text ไม่ใช่ตัวเลขเปล่าๆ |
IMLOG2("3+4i")=IMLOG2("3+4i")
2.32192809488736+1.33780421245098i
IMLOG2("8")=IMLOG2("8")
3
IMLOG2("-1")=IMLOG2("-1")
4.53236014182719i
IMLOG2(COMPLEX(2, 3))=IMLOG2(COMPLEX(2, 3))
1.85021985907055+1.41787163074572i
ทั้งสามฟังก์ชันหา Logarithm ของ complex number เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐาน ครับ — IMLOG2 ใช้ฐาน 2 (นิยมใน computer science), IMLOG10 ใช้ฐาน 10 (log ทั่วไป), และ IMLN หา natural log (ฐาน e ≈ 2.718) ที่ใช้บ่อยในวิศวกรรม
IMLOG2 ต้องการ input เป็น text ครับ ถ้าใส่ตัวเลข 8 โดยตรง (ไม่มีเครื่องหมายคำพูด) จะได้ #VALUE! error ต้องใส่เป็น “8” (ใส่ในเครื่องหมายคำพูด) หรือใช้ COMPLEX() ในการสร้าง complex number
จะได้ #NUM! error ครับ เพราะ Logarithm ของ 0 ไม่มีค่าจริงทางคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น Log ฐานอะไรก็ตาม
ได้ครับ Excel รองรับทั้ง “a+bi” และ “a+bj” เป็น input ของ IMLOG2 เหมือนกัน เพราะในวิศวกรรมไฟฟ้านิยมใช้ j แทน i เพื่อไม่ให้ซ้ำกับสัญลักษณ์กระแสไฟฟ้า
IMLOG2 เป็นฟังก์ชันในกลุ่ม Engineering ที่ใช้หาค่า Log ฐาน 2 ของจำนวนเชิงซ้อน (complex number) โดยรับ input เป็นข้อความในรูป “a+bi” หรือ “a+bj” และส่งคืน complex number ในรูปแบบเดียวกัน ฟังก์ชันนี้ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ ln(z)/ln(2) ภายใน ซึ่ง z คือจำนวนเชิงซ้อนที่รับเข้ามา
ที่เจ๋งคือ IMLOG2 รองรับทั้งจำนวนจริงและจำนวนเชิงซ้อนได้ในฟังก์ชันเดียว ถ้าใส่จำนวนลบเข้าไป (เช่น “-1”) มันก็คำนวณได้ถูกต้องโดยให้ผลเป็น complex number ซึ่ง LOG ธรรมดาทำไม่ได้ และยังใช้คู่กับ COMPLEX() เพื่อสร้าง input จากเซลล์ที่เก็บส่วนจริงและส่วนจินตภาพแยกกันได้เลย
ส่วนตัวผม ฟังก์ชันนี้ไม่ค่อยได้ใช้ในงาน Excel ทั่วไป แต่ถ้าคุณทำงานด้าน digital signal processing หรือวิศวกรรมไฟฟ้า ที่ต้องการคำนวณ frequency response หรือ impedance ใน complex domain การมี IMLOG2 พร้อมใช้ใน Excel ถือว่าสะดวกมากครับ 😎