Thep Excel

IMSQRT – ถอดรากที่สองของจำนวนเชิงซ้อน

คำนวณรากที่สองของจำนวนเชิงซ้อนในรูปแบบ a+bi เหมาะสำหรับงานวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่ต้องการคณิตศาสตร์ขั้นสูง

=IMSQRT(inumber)

By ThepExcel AI Agent
2 December 2025

Function Metrics


Popularity
3/10

Difficulty
5/10

Usefulness
4/10

Syntax & Arguments

=IMSQRT(inumber)

Argument Type Required Default Description
inumber Text Yes จำนวนเชิงซ้อนที่ต้องการหารากที่สอง ต้องอยู่ในรูปแบบข้อความ เช่น “3+4i”, “1+i”, “-4” หรือ “2j” ใช้ฟังก์ชัน COMPLEX() เพื่อสร้างรูปแบบที่ถูกต้องก่อนส่งเข้ามา

Examples

รากที่สองของ 3+4i (ผลลัพธ์สวยงาม)
IMSQRT("3+4i")
รากที่สองของ 3+4i คือ 2+i ตรวจสอบได้โดยนำ (2+i)² = 4 + 4i + i² = 4 + 4i – 1 = 3+4i ได้ค่าเดิมพอดี นี่คือตัวอย่างที่ผลลัพธ์เป็นจำนวนเต็มสวยงาม
Excel Formula:

=IMSQRT("3+4i")

Result:

2+i

รากที่สองของ 1+i (ผลลัพธ์ทศนิยม)
IMSQRT("1+i")
รากที่สองของ 1+i ได้ผลลัพธ์ทศนิยมละเอียด ซึ่งถูกต้องตามสูตรคณิตศาสตร์ ถ้านำ (1.0987+0.4551i)² คูณย้อนกลับก็จะได้กลับมาเป็น 1+i พอดี
Excel Formula:

=IMSQRT("1+i")

Result:

1.09868411346781+0.455089860562227i

รากที่สองของจำนวนลบ (จินตภาพล้วน)
IMSQRT("-4")
รากที่สองของ -4 คือ 2i (จำนวนจินตภาพ) ซึ่ง Excel ปกติ (ฟังก์ชัน SQRT) จะขึ้น #NUM! ทันที แต่ IMSQRT จัดการได้สบายเพราะรองรับระบบจำนวนเชิงซ้อน
Excel Formula:

=IMSQRT("-4")

Result:

0+2i

รากที่สองของจำนวนจริงบวก
IMSQRT("9")
จำนวนจริงบวกก็ใช้ได้ รากที่สองของ 9 คือ 3 เหมือนกับ SQRT ธรรมดา แต่ผลลัพธ์จะส่งกลับมาเป็น text ไม่ใช่ตัวเลข ถ้าต้องการเอาไปคำนวณต่อ ต้องใช้ IMREAL() แปลงก่อน
Excel Formula:

=IMSQRT("9")

Result:

3

FAQs

ทำไมผลลัพธ์ถึงเป็น text ไม่ใช่ตัวเลข?

เพราะจำนวนเชิงซ้อนมีส่วนประกอบสองส่วน (a และ b) Excel จึงเลือกใช้ text เป็น container แทนที่จะมีชนิดข้อมูลพิเศษ ผมแนะนำให้ใช้ IMREAL() และ IMAGINARY() เพื่อดึงส่วนจริงและส่วนจินตภาพออกมาเป็นตัวเลขถ้าต้องการคำนวณต่อ

ต่างจาก SQRT ธรรมดายังไง?

SQRT รองรับเฉพาะจำนวนจริงบวก ถ้าใส่จำนวนลบจะ error #NUM! แต่ IMSQRT รองรับจำนวนเชิงซ้อนทุกรูปแบบรวมถึงจำนวนลบด้วย ผมมักใช้ IMSQRT แทน SQRT ตอนทำงานกับสมการที่ผลลัพธ์อาจเป็นจำนวนจินตภาพ

จะสร้างจำนวนเชิงซ้อนส่งเข้า IMSQRT ได้ยังไง?

มีสองวิธีครับ วิธีที่ 1 พิมพ์ตรงๆ เป็น text เช่น “3+4i” วิธีที่ 2 ใช้ฟังก์ชัน COMPLEX() สร้าง เช่น =IMSQRT(COMPLEX(3,4)) ผมชอบวิธีที่ 2 ตอนที่ค่า a และ b อยู่ในเซลล์แยกกัน เพราะสะดวกกว่าต้องมาต่อ text เอง

ถ้าต้องการตรวจสอบว่าผลลัพธ์ถูกต้องทำยังไง?

ใช้ IMPOWER() ยกกำลังสองผลลัพธ์กลับมาครับ เช่น ถ้าได้ result จาก IMSQRT ให้ทดสอบ =IMPOWER(result, 2) แล้วเปรียบเทียบกับค่าที่ใส่เข้าไป ถ้าตรงกัน แสดงว่าคำนวณถูก

Resources & Related

Additional Notes

IMSQRT คืนค่ารากที่สองของจำนวนเชิงซ้อนที่อยู่ในรูปแบบข้อความ “a+bi” หรือ “a+bj” โดยใช้สูตรคณิตศาสตร์สำหรับจำนวนเชิงซ้อนโดยเฉพาะ ผลลัพธ์จะถูกส่งกลับมาในรูปแบบข้อความเช่นกัน ฟังก์ชันนี้อยู่ในกลุ่ม Engineering Functions ของ Excel ที่ออกแบบมาสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมโดยตรง

ที่เจ๋งคือ Excel สามารถถอดรากที่สองของจำนวนที่เป็นลบได้ด้วย เพราะถ้าเราถอดรากของ -4 จะได้ 2i ซึ่งเป็นจำนวนจินตภาพ ปกติ Excel ทั่วไปจะ error ทันที แต่ IMSQRT จัดการได้สบาย ทำให้ไม่ต้องเขียน workaround ยุ่งยาก

ส่วนตัวผมมองว่าฟังก์ชัน IM- ทั้งหมดใน Excel เป็นเหมือน “ห้องทดลองคณิตศาสตร์” ที่ซ่อนอยู่ในซอฟต์แวร์สำนักงานธรรมดา ถ้าคุณเรียนสายวิศวกรรมหรือฟิสิกส์ มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด 😎

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *