คำนวณรากที่สองของจำนวนเชิงซ้อนในรูปแบบ a+bi เหมาะสำหรับงานวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่ต้องการคณิตศาสตร์ขั้นสูง
=IMSQRT(inumber)
=IMSQRT(inumber)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| inumber | Text | Yes | จำนวนเชิงซ้อนที่ต้องการหารากที่สอง ต้องอยู่ในรูปแบบข้อความ เช่น “3+4i”, “1+i”, “-4” หรือ “2j” ใช้ฟังก์ชัน COMPLEX() เพื่อสร้างรูปแบบที่ถูกต้องก่อนส่งเข้ามา |
IMSQRT("3+4i")=IMSQRT("3+4i")
2+i
IMSQRT("1+i")=IMSQRT("1+i")
1.09868411346781+0.455089860562227i
IMSQRT("-4")=IMSQRT("-4")
0+2i
IMSQRT("9")=IMSQRT("9")
3
เพราะจำนวนเชิงซ้อนมีส่วนประกอบสองส่วน (a และ b) Excel จึงเลือกใช้ text เป็น container แทนที่จะมีชนิดข้อมูลพิเศษ ผมแนะนำให้ใช้ IMREAL() และ IMAGINARY() เพื่อดึงส่วนจริงและส่วนจินตภาพออกมาเป็นตัวเลขถ้าต้องการคำนวณต่อ
SQRT รองรับเฉพาะจำนวนจริงบวก ถ้าใส่จำนวนลบจะ error #NUM! แต่ IMSQRT รองรับจำนวนเชิงซ้อนทุกรูปแบบรวมถึงจำนวนลบด้วย ผมมักใช้ IMSQRT แทน SQRT ตอนทำงานกับสมการที่ผลลัพธ์อาจเป็นจำนวนจินตภาพ
มีสองวิธีครับ วิธีที่ 1 พิมพ์ตรงๆ เป็น text เช่น “3+4i” วิธีที่ 2 ใช้ฟังก์ชัน COMPLEX() สร้าง เช่น =IMSQRT(COMPLEX(3,4)) ผมชอบวิธีที่ 2 ตอนที่ค่า a และ b อยู่ในเซลล์แยกกัน เพราะสะดวกกว่าต้องมาต่อ text เอง
ใช้ IMPOWER() ยกกำลังสองผลลัพธ์กลับมาครับ เช่น ถ้าได้ result จาก IMSQRT ให้ทดสอบ =IMPOWER(result, 2) แล้วเปรียบเทียบกับค่าที่ใส่เข้าไป ถ้าตรงกัน แสดงว่าคำนวณถูก
IMSQRT คืนค่ารากที่สองของจำนวนเชิงซ้อนที่อยู่ในรูปแบบข้อความ “a+bi” หรือ “a+bj” โดยใช้สูตรคณิตศาสตร์สำหรับจำนวนเชิงซ้อนโดยเฉพาะ ผลลัพธ์จะถูกส่งกลับมาในรูปแบบข้อความเช่นกัน ฟังก์ชันนี้อยู่ในกลุ่ม Engineering Functions ของ Excel ที่ออกแบบมาสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมโดยตรง
ที่เจ๋งคือ Excel สามารถถอดรากที่สองของจำนวนที่เป็นลบได้ด้วย เพราะถ้าเราถอดรากของ -4 จะได้ 2i ซึ่งเป็นจำนวนจินตภาพ ปกติ Excel ทั่วไปจะ error ทันที แต่ IMSQRT จัดการได้สบาย ทำให้ไม่ต้องเขียน workaround ยุ่งยาก
ส่วนตัวผมมองว่าฟังก์ชัน IM- ทั้งหมดใน Excel เป็นเหมือน “ห้องทดลองคณิตศาสตร์” ที่ซ่อนอยู่ในซอฟต์แวร์สำนักงานธรรมดา ถ้าคุณเรียนสายวิศวกรรมหรือฟิสิกส์ มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด 😎