ABS คืนค่าสัมบูรณ์ของตัวเลขที่ระบุ คือการตัดเครื่องหมายลบ (-) ออก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าบวกหรือศูนย์เสมอ มีประโยชน์มากในการหาผลต่างระหว่างสองค่าโดยไม่สนใจว่าตัวไหนมากกว่า
=ABS(number)
=ABS(number)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number | Number | Yes | ตัวเลขที่ต้องการหาค่าสัมบูรณ์ |
ใช้คำนวณ Absolute Error (ค่าจริง – ค่าพยากรณ์) เพื่อวัดความแม่นยำของโมเดลโดยไม่ให้ค่าลบมาหักล้างกับค่าบวก
หาผลต่างระหว่างยอดบัญชี 2 เล่ม โดยใช้ ABS เพื่อดูว่ายอดต่างกันเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเกินหรือขาด
ABS(-150)=ABS(-150)
150
ABS(Price1 - Price2)=ABS(Price1 - Price2)
ส่วนต่างราคา
ABS(TimeOut - TimeIn) * 1440=ABS(TimeOut - TimeIn) * 1440
จำนวนนาทีที่ต่างกัน
AVERAGE(ABS(Values - AVERAGE(Values)))=AVERAGE(ABS(Values - AVERAGE(Values)))
ค่า Deviation เฉลี่ย
SUMPRODUCT(--(ABS(Data-Target)=SUMPRODUCT(--(ABS(Data-Target)<0.01))
จำนวนค่าที่ใกล้เคียง Target
ABS คืนค่าตัวเลขที่เป็นบวก ส่วน SIGN คืนค่า 1, -1, หรือ 0 เพื่อบอกเครื่องหมายของตัวเลขเท่านั้น
ถ้าเป็นข้อความจะเกิด Error #VALUE! ครับ ต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนคำนวณ
ได้ 0 ครับ เพราะ 0 ไม่มีเครื่องหมายลบ ค่าสัมบูรณ์ของ 0 คือ 0
ไม่ได้ ABS ใช้ได้กับตัวเลขจำนวนจริง (Real Numbers) เท่านั้น หากต้องการหาขนาด (Magnitude) ของจำนวนเชิงซ้อน ต้องใช้สูตรอื่น เช่น SQRT(Real^2 + Imaginary^2)
ได้ครับ เพราะ Excel เก็บวันที่และเวลาเป็นตัวเลข (Serial Numbers) ดังนั้น =ABS(Date1 – Date2) จะได้ผลต่างของวันจำนวนเต็มที่เป็นบวก
ABS เปลี่ยนเครื่องหมายเป็นบวก ส่วน INT ปัดเศษลง INT(-2.5) ได้ -3 แต่ ABS(-2.5) ได้ 2.5
ฟังก์ชัน ABS (Absolute Value) ใช้สำหรับหาค่าสัมบูรณ์ของตัวเลข ซึ่งหมายถึงระยะห่างของตัวเลขนั้นจากศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงทิศทาง (เครื่องหมาย) พูดง่ายๆ คือการเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นค่าบวกเสมอ