หาค่า Sine ของจำนวนเชิงซ้อน
Syntax
=IMSIN(inumber)
หาค่า Sine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSIN(inumber)
หาค่ารากที่สองของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSQRT(inumber)
ฟังก์ชัน IMSUB ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณผลต่างของจำนวนเชิงซ้อนสองจำนวน โดยส่งกลับค่าจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นผลลัพธ์ของการลบ เหมาะสำหรับการคำนวณทางวิศวกรรม ฟิสิกส์ หรือคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเชิงซ้อน.
=IMSUB(inumber1, inumber2)
IMSUM ใช้บวกจำนวนเชิงซ้อน (complex number) หลายจำนวนที่อยู่ในรูปข้อความ เช่น "3+4i" หรือ "5-2i" เหมาะกับงานวิศวกรรม/ไฟฟ้า/สัญญาณ ที่ต้องคำนวณจำนวนเชิงซ้อนในตาราง Excel
=IMSUM(inumber1, [inumber2], ...)
INDEX คืนค่าหรือ reference ของเซลล์จากตำแหน่งที่ระบุใน range หรือ array โดยอ้างอิงจากหมายเลขแถวและคอลัมน์ที่เราระบุ มักถูกใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อสร้าง INDEX-MATCH pattern ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP เยอะ เพราะสามารถดึงข้อมูลจากทิศทางไหนก็ได้ และไม่พังเมื่อมีการแทรกหรือลบคอลัมน์
=INDEX(array, row_num, [column_num])
INDIRECT แปลงข้อความเป็นการอ้างอิงเซลล์จริง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเซลล์ได้ไดนามิกโดยใช้ตัวเลขหรือชื่อเซลล์
=INDIRECT(ref_text, [a1])
ส่งกลับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบัน เช่น ระบบปฏิบัติการ รุ่น Excel และโหมดการคำนวณ
=INFO(type_text)
INT จะปัดตัวเลขลงไปยังจำนวนเต็มที่น้อยกว่าหรือเท่ากับตัวเลขนั้นเสมอ สำหรับจำนวนบวกจะเหมือนการตัดทศนิยมทิ้ง แต่สำหรับจำนวนลบจะปัดลงให้มีค่าติดลบมากขึ้น (เช่น -5.5 จะเป็น -6)
=INT(number)
ฟังก์ชัน INTERCEPT ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณจุดที่เส้นถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression Line) ตัดกับแกน Y (ค่า Y เมื่อ X = 0).
=INTERCEPT(known_y's, known_x's)
คำนวณอัตราดอกเบี้ยประจำปีสำหรับหลักทรัพย์ที่ลงทุนเต็มจำนวน (fully invested security) โดยคำนึงถึงวันซื้อ วันครบกำหนด เงินลงทุน และเงินคืน
=INTRATE(settlement, maturity, investment, redemption, [basis])
คำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดที่ระบุสำหรับเงินกู้หรือการลงทุน โดยใช้อัตราดอกเบี้ยและการจ่ายชำระคงที่
=IPMT(rate, per, nper, pv, [fv], [type])
IRR คำนวณอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) สำหรับชุดกระแสเงินสด โดยเป็นอัตราที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 0
=IRR(values, [guess])
ISBLANK ตรวจสอบเซลล์ว่างจริงเท่านั้น หากเซลล์มีสูตรคืนค่า "" (empty string) จะถือว่าไม่ว่าง
=ISBLANK(value)
ตรวจสอบว่าเป็นค่า Error หรือไม่ (ยกเว้น #N/A)
=ISERR(value)
ISERROR ตรวจสอบค่าว่าเป็น Error หรือไม่ โดยครอบคลุม Error ทุกประเภทใน Excel ได้แก่ #N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME?, และ #NULL! มักใช้คู่กับ IF เพื่อแสดงข้อความเตือนหรือจัดการกับ Error ก่อนที่จะแสดงผล
=ISERROR(value)
ISEVEN ตรวจสอบว่าค่าในเซลล์เป็นเลขคู่หรือไม่ และส่งกลับ TRUE (ถ้าเป็นเลขคู่) หรือ FALSE (ถ้าเป็นเลขคี่) ใช้ได้กับตัวเลขที่เป็นจำนวนเต็มเท่านั้น
=ISEVEN(number)
ISLOGICAL เช็คว่าเซลล์เป็นค่าตรรกะ (TRUE หรือ FALSE) จริง ๆ หรือเพียงแค่ข้อความที่อ่านดูเหมือน
=ISLOGICAL(value)
ISNA ตรวจสอบเฉพาะ Error #N/A ที่เกิดจากการค้นหาไม่เจอในฟังก์ชันต่างๆ เช่น VLOOKUP หรือ MATCH มีประโยชน์มากเมื่อต้องแยกแยะระหว่าง "หาไม่เจอ" กับ "สูตรคิดผิด"
=ISNA(value)
ตรวจสอบว่าไม่ใช่ข้อความหรือไม่ (รวมถึงค่าว่างด้วย)
=ISNONTEXT(value)
ISNUMBER ตรวจสอบค่าที่ระบุว่าเป็นประเภทตัวเลขหรือไม่ (รวมถึงวันที่และเวลาซึ่ง Excel เก็บเป็นตัวเลข) แต่จะไม่นับตัวเลขที่ถูกจัดเก็บเป็นข้อความ (Numbers stored as text) ผลลัพธ์ที่ได้คือ TRUE หรือ FALSE
=ISNUMBER(value)
ตรวจสอบว่าค่าที่ระบุเป็นเลขคี่หรือไม่ ส่งกลับ TRUE ถ้าเป็นคี่ FALSE ถ้าเป็นคู่
=ISODD(value)
ISPMT คำนวณดอกเบี้ยที่จ่ายในแต่ละงวด สำหรับสินเชื่อที่มีการจ่ายเงินต้นเท่าๆ กันตลอด
=ISPMT(rate, per, nper, pv)
ตรวจสอบว่าค่าที่ส่งเข้าไปเป็นการอ้างอิงเซลล์ (Reference) จริง ๆ หรือแค่ค่าธรรมดา คืนค่า TRUE หรือ FALSE
=ISREF(value)
ISTEXT ตรวจสอบว่าค่าในเซลล์เป็นข้อความจริงหรือไม่ จุดเด่นของมันคือมันแยกความแตกต่างระหว่าง '123' (ข้อความ) กับ 123 (ตัวเลข) ซึ่งช่วยเมื่อต้องการตรวจสอบรูปแบบข้อมูลก่อนคำนวณ
=ISTEXT(value)
JIS แปลงตัวอักษร half-width (ครึ่งความกว้าง) เป็น full-width (เต็มความกว้าง) สำหรับภาษาญี่ปุ่นและจีน
=JIS(text)
KURT ใช้คำนวณค่าความโด่ง (Kurtosis) ของชุดข้อมูล เพื่อบอกว่าข้อมูลมีความสูง (peaked) หรือความแบน (flat) เมื่อเทียบกับการแจกแจงปกติ
=KURT(number1, [number2], ...)
LARGE คืนค่าตัวเลขที่มากที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MAX ถ้า k=n จะได้ค่าที่น้อยที่สุด (MIN) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Top N ออกมาวิเคราะห์
=LARGE(array, k)
ฟังก์ชัน LCM ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าคูณร่วมน้อยที่สุด (Least Common Multiple หรือ ค.ร.น.) ของจำนวนเต็มตั้งแต่หนึ่งจำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาหรือการจัดตารางเวลา.
=LCM(number1, [number2], ...)
LEFT ดึงตัวอักษรจากด้านซ้ายสุดของข้อความตามจำนวนที่ต้องการ ถ้าไม่ระบุจำนวนจะดึงมา 1 ตัว ผลลัพธ์เป็น Text เสมอแม้ดึงตัวเลขออกมา
=LEFT(text, [num_chars])
LEN คืนค่าเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม แสดงความยาวของข้อความในเซลล์ มีประโยชน์มากในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Validation) เช่น เช็ครหัสพนักงาน, เบอร์โทรศัพท์, หรือเลขบัตรประชาชน ว่ามีความยาวครบถ้วนหรือไม่
=LEN(text)
LINEST คำนวณค่าสถิติสำหรับเส้นตรงที่เหมาะสมที่สุด ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Linear Regression Analysis)
=LINEST(known_y's, [known_x's], [const], [stats])
ส่งกลับค่าลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithm) ของตัวเลขที่ป้อน โดยใช้ค่าคงที่ e (2.71828) เป็นฐาน
=LN(number)
ส่งกลับค่าลอการิทึมของตัวเลขตามฐานที่ระบุ (ถ้าไม่ระบุจะใช้ฐาน 10)
=LOG(number, [base])
ส่งกลับค่าลอการิทึมฐาน 10
=LOG10(number)
LOGEST ใช้คำนวณค่าสถิติสำหรับเส้นโค้ง Exponential ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อวิเคราะห์การเติบโตแบบเลขชี้กำลัง
=LOGEST(known_y's, [known_x's], [const], [stats])
หาค่าผกผันของการแจกแจงแบบ Lognormal (เก่า)
=LOGINV(probability, mean, standard_dev)
คำนวณค่าความน่าจะเป็นสะสมของตัวแปรสุ่มที่แจกแจงแบบ Lognormal ที่ค่าที่ระบุ โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของลอการิทึมของการแจกแจง ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและอาจถูกแทนที่ด้วย LOGNORM.DIST.
=LOGNORMDIST(x, mean, standard_dev)
LOOKUP ค้นหาค่าในช่วงข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว (ascending) และคืนค่าจากตำแหน่งเดียวกันในอีกช่วงหนึ่ง มีเทคนิคพิเศษคือหาค่าสุดท้ายที่ไม่ว่าง แนะนำใช้ XLOOKUP แทนสำหรับ Excel 365
=LOOKUP(lookup_value, lookup_vector, [result_vector])
LOWER แปลงข้อความทั้งหมดเป็นตัวพิมพ์เล็ก (lowercase) เหมาะสำหรับทำความสะอาดข้อมูลและเปรียบเทียบข้อความโดยไม่สนตัวพิมพ์ เพราะในบางโปรแกรม Case-sensitive จึงต้องแปลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
=LOWER(text)
MATCH คืนเลขลำดับตำแหน่งของค่าที่ค้นหาในช่วงข้อมูลแถวเดียวหรือคอลัมน์เดียว รองรับการค้นหา 3 โหมด คือ Exact Match (0) ที่ไม่ต้องเรียงข้อมูล, Approximate Match แบบ Less Than or Equal (1) ที่ต้องเรียงจากน้อยไปมาก, และ Greater Than or Equal (-1) ที่ต้องเรียงจากมากไปน้อย รองรับ Wildcard (* และ ?) ในโหมด Exact Match และมักใช้คู่กับ INDEX เป็นรูปแบบ INDEX-MATCH ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP
=MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])
MAX คืนค่าสูงสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลประเภทอื่นปนอยู่ในช่วง เหมาะสำหรับหาค่าสูงสุดเช่น คะแนนสูงสุด ยอดขายสูงสุด หรือวันที่ล่าสุด และยังใช้เทคนิค Clamp (จำกัดค่า) โดยการใส่ 0 เป็น argument แรกเพื่อบังคับให้ค่าลบกลายเป็น 0 ได้อีกด้วย
=MAX(number1, [number2], ...)
MAXA หาค่าสูงสุดของรายการ โดยนับรวมข้อความ (=0) และค่าตรรกะ (TRUE=1, FALSE=0) ต่างจาก MAX ที่ไม่รู้จักค่าเหล่านี้
=MAXA(value1, [value2], ...)
MDETERM ใช้คำนวณค่า Determinant (ดีเทอร์มิแนนต์) ของเมทริกซ์ในช่วงข้อมูล/อาร์เรย์ เหมาะกับงานเชิงเส้น เช่น ตรวจว่าเมทริกซ์เป็นเอกฐานหรือไม่ (Det=0) และใช้ประกอบการหาผกผันของเมทริกซ์ร่วมกับ MINVERSE
=MDETERM(array)
MDURATION ช่วยคำนวณความไว (modified duration) ของพันธบัตรต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ใช้วัดความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย
=MDURATION(settlement, maturity, coupon, yld, frequency, [basis])
MEDIAN คืนค่าที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่ จะได้ค่าตรงกลางพอดี แต่ถ้าเป็นเลขคู่ จะนำ 2 ค่าตรงกลางมาหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับหาค่ากลางของข้อมูลที่มีค่าสุดโต่ง (Outliers) ปะปนอยู่ (เช่น เงินเดือน หรือราคาบ้าน)
=MEDIAN(number1, [number2], ...)
MID ตัดข้อความออกจากตำแหน่งเริ่มต้นที่คุณกำหนด โดยระบุความยาวของข้อความที่ต้องการ สะดวกมากสำหรับดึงข้อมูลบางส่วนจากข้อความที่ยาว เช่น รหัสสินค้า, รหัสพนักงาน, หรือวันที่ที่ฝังตัวในข้อความ
=MID(text, start_num, num_chars)
MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด
=MIN(number1, [number2], ...)
หาค่าต่ำสุดของรายการ พร้อมนับรวมข้อความและค่าตรรกะ ต่างจาก MIN ที่ไม่สนใจข้อความ
=MINA(value1, [value2], ...)
MINUTE ดึงค่านาที (0-59) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ HOUR และ SECOND เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
=MINUTE(serial_number)
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
=MINVERSE(array)