KURT ใช้คำนวณค่าความโด่ง (Kurtosis) ของชุดข้อมูล เพื่อบอกว่าข้อมูลมีความสูง (peaked) หรือความแบน (flat) เมื่อเทียบกับการแจกแจงปกติ
=KURT(number1, [number2], ...)
=KURT(number1, [number2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number1 | Number/Range | Yes | ตัวเลขแรกหรือช่วงข้อมูล (ต้องมีอย่างน้อย 4 ค่า) | |
| number2 | Number/Range | Optional | ตัวเลขหรือช่วงข้อมูลเพิ่มเติม (สูงสุด 255 ข้อมูล) |
KURT(A2:A11)=KURT(A2:A11)
0.45
KURT(B2:B50)=KURT(B2:B50)
-1.2
KURT(C2:C20)=KURT(C2:C20)
3.8
– Kurtosis > 0 (บวก) = Leptokurtic = ข้อมูลมีความโด่ง peaked และหางหนา
– Kurtosis = 0 = Mesokurtic = ปกติ (normal distribution)
– Kurtosis < 0 (ลบ) = Platykurtic = ข้อมูลแบน flat และหางบาง
ต้องมีอย่างน้อย 4 ค่า ถ้าน้อยกว่า 4 ค่า KURT จะคืนค่า #DIV/0! error
– ตัดทิ้ง: ข้อความ (Text), ค่า TRUE/FALSE
– รวมเข้า: เลขศูนย์ (0), เซลล์ว่าง
– ส่งผลError: ค่าที่ไม่เป็นตัวเลข หรือข้อมูลที่มี #REF! error
– KURT = วัดความโด่ง (peakedness) + รูปร่างของหาง
– SKEW = วัดความเบ้ (asymmetry) = สมดุลซ้าย-ขวา
Excel 2007 ขึ้นไป และ Excel 365
KURT เป็นฟังก์ชันทางสถิติที่วัดลักษณะรูปร่างของการแจกแจงข้อมูล โดยเฉพาะว่ามีค่าเกาะกลุ่มตรงกลางมากน้อยแค่ไหน
การใช้ประโยชน์ของ KURT คือ ถ้าค่า Kurtosis เป็นบวก (>0) แสดงว่าข้อมูลมีความโด่ง (peaked) และหางหนา – เหมาะสำหรับการตรวจสอบว่าข้อมูลมีค่าสุดขั้วมากหรือไม่ ส่วนค่าลบ (<0) บอกว่าข้อมูลแบนและหางบางกว่าปกติ
ประโยชน์สำคัญ: ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงิน (ถ้า Kurtosis สูง = มีความเสี่ยงหางโหม) หรือตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลว่ากระจายตัวเป็นปกติหรือไม่