Thep Excel

STDEV.Pหา SD ของประชากร

STDEV.P คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation)

fx
=STDEV.P(number1, [number2], …)

ความนิยม6/10
ความยาก4/10
ประโยชน์6/10

อัปเดต 2 December 2025

Syntax & Arguments

อาร์กิวเมนต์ ชนิด คำอธิบาย
number1 Number/Range ตัวเลขแรก หรือช่วงข้อมูลที่ต้องการหา SD (สามารถเป็น Array หรือ Named Range)
[number2]ไม่บังคับ Number/Range ตัวเลขเพิ่มเติม สามารถใส่ได้สูงสุด 254 ตัว หรือช่วงข้อมูลเพิ่มเติม

[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ

Additional Notes

STDEV.P ใช้หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากร ซึ่งต่างจาก STDEV.S ที่ใช้กับตัวอย่าง (Sample)

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ **ประชากร vs ตัวอย่าง** STDEV.P ใช้เมื่อข้อมูลที่มีคือข้อมูลทั้งหมดที่เราสนใจ (เช่น สอบคะแนนนักเรียน 30 คนทั้งชั้นเรียน) STDEV.S ใช้เมื่อข้อมูลเป็นตัวอย่างจากกลุ่มใหญ่ (เช่น สำรวจ 100 คนเพื่อประมาณค่าประชากร 1 ล้านคน)

ความแตกต่างคือ STDEV.P หารด้วย n ส่วน STDEV.S หารด้วย n-1 (Bessel’s correction) เพื่อให้ค่าตัวอย่างไม่ลำเอียง

Examples

ตัวอย่างพื้นฐาน: หา SD ของคะแนนสอบSTDEV.P(A2:A10)

สมมติ A2:A10 มีคะแนนของนักเรียน 9 คน ทั้งชั้นเรียน: 85, 90, 78, 92, 88, 76, 95, 81, 89
– ค่า SD = 8.75 หมายถึงคะแนนเบี่ยงเบนออกจากค่าเฉลี่ย (84.9) ประมาณ 8.75 คะแนน

fx
=STDEV.P(A2:A10)

ผลลัพธ์8.75
ตัวอย่างจริง: วิเคราะห์ความแปรปรวนของเงินเดือนบริษัทSTDEV.P(B2:B50)

B2:B50 เป็นเงินเดือนพนักงาน 49 คนทั้งบริษัท
– SD = 12500 บาท หมายถึงเงินเดือนกระจายออกมาประมาณนี้
– ค่า SD น้อย = เงินเดือนเท่า ๆ กัน, ค่า SD มาก = เงินเดือนแตกต่างกน

fx
=STDEV.P(B2:B50)

ผลลัพธ์12500
เปรียบเทียบ STDEV.P vs STDEV.SSTDEV.P(A2:A10) vs =STDEV.S(A2:A10)

ใช้ข้อมูล 9 คนเดียวกัน STDEV.S ให้ค่ามากกว่า STDEV.P เพราะ STDEV.S หารด้วย (9-1)=8 แต่ STDEV.P หารด้วย 9
– ใช้ STDEV.P เมื่อข้อมูลนี้คือประชากรทั้งหมด
– ใช้ STDEV.S เมื่อข้อมูลนี้คือตัวอย่าง

fx
=STDEV.P(A2:A10) vs =STDEV.S(A2:A10)

ผลลัพธ์STDEV.P: 8.27 | STDEV.S: 8.75
ใช้กับหลายช่วง: รวม SD ของสองกลุ่มSTDEV.P(A2:A5, C2:C5)

กลุ่ม 1 (A2:A5): 80, 85, 90, 95 | กลุ่ม 2 (C2:C5): 70, 75, 80, 85
– STDEV.P รวมทั้ง 8 ค่า แล้วคำนวณ SD ทั้งหมด
– เหมือนเอาข้อมูลทั้ง 8 ตัวมารวมกันแล้วหา SD เลย

fx
=STDEV.P(A2:A5, C2:C5)

ผลลัพธ์7.62

FAQs

STDEV.P กับ STDEV.S ต่างกันอย่างไร?+

STDEV.P ใช้สำหรับประชากรทั้งหมด (หารด้วย n) ส่วน STDEV.S ใช้สำหรับตัวอย่าง (หารด้วย n-1) เพื่อปรับค่า ทั่วไปแล้วใช้ STDEV.S มากกว่า เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นตัวอย่าง

ใช้ได้กับ Excel เวอร์ชันไหน?+

STDEV.P สามารถใช้ได้ในทุกเวอร์ชัน Excel ตั้งแต่ Excel 2007 ขึ้นไป (เดิมใช้ชื่อ STDEVP ในรุ่นเก่า)

ค่า SD เป็นลบได้ไหม?+

ไม่ได้ SD เป็นค่าบวกเสมอ (หรือเป็น 0 ถ้าทุกค่าเหมือนกัน) เพราะคำนวณจากค่ารากที่สองของ Variance

ถ้าข้อมูลมี 1 ค่าเท่านั้นจะเกิดอะไร?+

STDEV.P จะคืนค่า 0 เพราะไม่มีการกระจาย

STDEV.P ข้ามค่า #N/A ได้ไหม?+

ไม่ได้ ถ้ามี #N/A หรือ #DIV/0! ในช่วง ผลลัพธ์จะเป็น Error ใช้ AGGREGATE(7, 6, Range) แทนเพื่อข้าม Error

Resources & Related

ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ STDEV.P จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง

ฟังก์ชันนี้STDEV.PStatistical
Statistical (14)
CONFIDENCE.NORM

CONFIDENCE.NORM คำนวณ margin of error สำหรับช่วงความเชื่อมั่นของค่าเฉลี่ยประชากร เมื่อทราบค่า standard deviation แบบ Normal Distribution (Z-Test)

CONFIDENCE.T

CONFIDENCE.T คำนวณช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval) ของค่าเฉลี่ยประชากรโดยใช้การแจกแจงแบบ T-Distribution เหมาะสำหรับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก

DEVSQ

DEVSQ คำนวณผลรวมของกำลังสองของผลต่างระหว่างแต่ละค่ากับค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการคำนวณความแปรปรวนและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

F.TEST

F.TEST ทดสอบว่าสองชุดข้อมูลมีความแปรปรวน (การกระจายตัว) ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ โดยคืนค่า P-Value สำหรับการตัดสินใจทางสถิติ

KURT

KURT ใช้คำนวณค่าความโด่ง (Kurtosis) ของชุดข้อมูล เพื่อบอกว่าข้อมูลมีความสูง (peaked) หรือความแบน (flat) เมื่อเทียบกับการแจกแจงปกติ

SKEW

SKEW คำนวณค่าความเบ้ (Skewness) ของข้อมูล ซึ่งบอกว่าการแจกแจงเบ้ไปทางไหน ค่าบวก = เบ้ขวา ค่าลบ = เบ้ซ้าย ค่าศูนย์ = สมมาตร

SKEW.P

SKEW.P ใช้คำนวณค่าความเบ้ของการแจกแจงข้อมูลทั้งหมด (ประชากร) ต่างจาก SKEW ที่คำนวณจากข้อมูลตัวอย่าง

STANDARDIZE

STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้

STDEV.S

STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด

STDEVA

STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)

STDEVPA

STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ

VAR.S

VAR.S ใช้หาค่าความแปรปรวน (Variance) ของกลุ่มตัวอย่าง เหมาะสำหรับข้อมูลที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรใหญ่

VARA

VARA ใช้คำนวณความแปรปรวน (variance) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยจะนับข้อความเป็น 0 และ TRUE เป็น 1 ซึ่งต่างจาก VAR.S ที่จะข้ามข้อมูลเหล่านี้ไป

VARPA

VARPA คำนวณความแปรปรวน (Variance) ของประชากรทั้งหมด โดยรวมข้อความและค่าตรรกะด้วย นั่นคือข้อความจะนับเป็น 0 TRUE เป็น 1 FALSE เป็น 0

Compatibility (3)
STDEV

STDEV คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธี n-1

STDEVP

คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด เป็นฟังก์ชันรุ่นเก่าที่ถูกแทนที่ด้วย STDEV.P แล้ว

VAR

VAR คำนวณความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (sample variance) โดยใช้สูตร n-1 ในตัวส่วน ปัจจุบัน Microsoft แนะนำให้ใช้ VAR.S แทน ซึ่งให้ผลลัพธ์เหมือนกันแต่ชื่อชัดเจนกว่า

Comments

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่