STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| x | Number | ค่าที่ต้องการแปลงให้เป็น Z-Score |
| mean | Number | ค่าเฉลี่ยของชุดข้อมูล (คำนวณด้วย AVERAGE) |
| standard_dev | Number | ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของชุดข้อมูล (คำนวณด้วย STDEV.P หรือ STDEV.S) |
STANDARDIZE คือฟังก์ชันที่ใช้แปลงค่าข้อมูลให้เป็น Z-Score (Standardized Value) ซึ่งช่วยให้เราเปรียบเทียบค่าจากชุดข้อมูลต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรม เพราะมันแสดงว่าค่านั้นห่างจากค่าเฉลี่ยเท่าไหร่ โดยมีหน่วยวัดเป็นจำนวนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ที่เจ๋งคือ STANDARDIZE ทำให้เราเข้าใจการกระจายตัวของข้อมูลได้ชัดเจนขึ้น ถ้า Z-Score = 2 แปลว่าค่านั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบน ถ้า Z-Score = -1 แปลว่าต่ำกว่า 1 เท่า ส่วนค่าปกติ (ไม่เบี่ยงเบน) จะมี Z-Score = 0
ส่วนตัวผม ใช้มันเวลาต้องเปรียบเทียบผลการสอบหลายวิชา หรือเปรียบเทียบยอดขายของพนักงานต่างคนเพราะมันจะแสดงให้เห็นว่าใครเด่นจริงๆ ไม่ใช่เพียงตัวเลขสูงต่ำไป 😎
ค่า 42 อยู่ห่างจากค่าเฉลี่ย 40 เป็นระยะ (42-40)/1.5 = 1.33 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งหมายความว่า 42 สูงกว่าปกติเล็กน้อย
ค่า 38 อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (38-40)/2 = -1 Z-Score ติดลบแสดงว่าต่ำกว่ากลาง พอดี 1 เท่าของส่วนเบี่ยงเบน
นักเรียนได้ 75 คะแนน ในชั้นที่มีค่าเฉลี่ย 70 คะแนน SD 10 คะแนน ดังนั้น 75 สูงกว่าปกติ 0.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบน
นี่คือพลังของ STANDARDIZE – มันทำให้เราไม่ลำเอียงต่อคะแนนสูงต่ำ แต่ดูว่าการปฏิบัติจริงเป็นยังไง
Z-Score แสดงว่าค่าหนึ่งอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีประโยชน์ตอนต้องเปรียบเทียบชุดข้อมูลที่มีสเกลต่างกัน เช่น เปรียบเทียบคะแนนสอบ (0-100) กับเงินเดือน (10000-50000)
Z-Score ติดลบแสดงว่าค่านั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ยิ่งติดลบมาก ยิ่งต่ำกว่าปกติ เช่น -2 หมายความว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่าของ SD
Z-Score = 0 หมายความว่าค่านั้นเท่ากับค่าเฉลี่ยพอดี ปกติเลย
ใช้ได้ทุกเวอร์ชัน Excel โดยไม่จำกัด เรื่อง STANDARDIZE ออกมาแล้วนานแล้ว ตั้งแต่สมัยเก่า
ถ้ามี population ทั้งหมด ใช้ STDEV.P; ถ้าเป็น sample ใช้ STDEV.S โดยทั่วไปในการวิเคราะห์ข้อมูล เราใช้ STDEV.S (ประชากร sample) บ่อยกว่า
ปกติเกิดจากค่า standard_dev น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0 Excel จะแจ้ง #NUM! error ให้ รวมถึงถ้าค่าใดค่าหนึ่งเป็น text ก็จะ #VALUE! error
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ STANDARDIZE จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
AVERAGE คืนค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวเลขที่ระบุ โดยจะนับเฉพาะเซลล์ที่มีตัวเลขและค่า 0 เท่านั้น ส่วนเซลล์ว่างหรือข้อความจะถูกข้ามไป ไม่นำมาเป็นตัวหาร ซึ่งหลายคนมักพลาดความแตกต่างระหว่าง 0 กับเซลล์ว่าง ตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะมันทำให้ค่าเฉลี่ยที่ได้ต่างกันเลย
GAUSS คำนวณความน่าจะเป็นที่ค่าจะอยู่ระหว่างค่าเฉลี่ยและค่า Z-score ที่กำหนด โดยคืนค่า NORM.S.DIST(z, TRUE) – 0.5
NORM.DIST คำนวณความน่าจะเป็นหรือความหนาแน่นของการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) ใช้ในสถิติหรือการวิเคราะห์ข้อมูล
NORM.INV ช่วยหาค่า x ของการแจกแจงปกติเมื่อทราบความน่าจะเป็น ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นฟังก์ชันผกผันของ NORM.DIST ที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติและการทำนาย
ฟังก์ชัน NORM.S.DIST ช่วยหาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงปกติมาตรฐาน (Mean=0, SD=1) ใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ
ฟังก์ชัน NORM.S.INV ใช้หาค่า Z-score (ค่าผกผัน) จากความน่าจะเป็น สำหรับการแจกแจงปกติมาตรฐาน (mean=0, std=1) ส่วนใหญ่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติและการประเมินความเสี่ยง
NORMINV หาค่า x ที่ตรงกับความน่าจะเป็นในการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) เหมือนการย้อนกลับจากความน่าจะเป็นไปหาค่าข้อมูล
STDEV.P คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation)
STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด
คำนวณค่า P-value แบบ one-tailed จากการทดสอบ z-test เพื่อดูว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างต่างจากค่าที่ตั้งสมมติฐานไว้มากแค่ไหน (ฟังก์ชันเก่า แนะนำใช้ Z.TEST แทน)
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่