VARA ใช้คำนวณความแปรปรวน (variance) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยจะนับข้อความเป็น 0 และ TRUE เป็น 1 ซึ่งต่างจาก VAR.S ที่จะข้ามข้อมูลเหล่านี้ไป
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| value1 | Number/Text/Logical/Range | ค่าแรกหรือช่วงแรก ที่ต้องการคำนวณความแปรปรวน |
| [value2]ไม่บังคับ | Number/Text/Logical/Range | ค่าหรือช่วงเพิ่มเติม (ได้ถึง 255 อาร์กิวเมนต์) |
[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ
VARA ช่วยคำนวณความแปรปรวน (ความกระจายของข้อมูล) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง ความจริงมันคล้ายกับ VAR.S แต่มีลักษณะพิเศษตรงที่มันจะรับข้อความและค่า Logical ด้วย
ที่สำคัญคือ VARA จะคิดว่า:
– TRUE = 1
– FALSE = 0
– ข้อความ (เช่น “N/A”, “Missing”) = 0
– เซลล์ว่าง = ไม่นับ
ส่วนปกติ VAR.S จะไม่นับข้อความและ Logical value ลงในการคำนวณเลย ทำให้ผลลัพธ์อาจต่างกันเมื่อข้อมูลมีข้อความปนอยู่
ใช้ VARA เมื่อต้องการให้ข้อความและค่า Logic นับเป็นตัวเลขในการคิดความแปรปรวน สำหรับข้อมูลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง (sample) ไม่ใช่ประชากรทั้งหมด
สมมติ A2:A10 มีค่า: 100, 105, "N/A", 98, 102, 95, 101, 103, 99
VARA จะ:
– นับ 8 ตัวเลข (100, 105, 98, 102, 95, 101, 103, 99)
– นับ "N/A" เป็น 0
– คำนวณความแปรปรวนของทั้ง 9 ค่า
ส่วน VAR.S จะข้าม "N/A" ไปเลย คำนวณเฉพาะ 8 ตัวเลข ส่งผลให้ผลลัพธ์อาจต่างกัน
สมมติ B2:B8 เป็นการตอบแบบสำรวจ: TRUE, TRUE, FALSE, TRUE, FALSE, TRUE, FALSE
VARA จะแปลงเป็น: 1, 1, 0, 1, 0, 1, 0
แล้วคำนวณความแปรปรวนของค่า 7 ตัวนี้
ส่วน VAR.S จะข้าม TRUE/FALSE ทั้งหมด ไม่นับเลย
ตามตัวอย่างในเอกสาร Microsoft ข้อมูลความแข็งแรงเครื่องมือ:
A2:A11 = 1345, 1301, 1368, 1322, 1310, 1370, 1318, 1350, 1303, 1299
สูตร =VARA(A2:A11) ให้ผลลัพธ์ 754.27 ซึ่งแสดงว่าข้อมูลนี้กระจายตัวไปแค่ไหนเมื่อมองเป็นกลุ่มตัวอย่าง
VARA สามารถรับค่าแต่ละตัวแยกกันแทนช่วง
คำนวณความแปรปรวนของ 10, 15, 12, 18, 20 (5 ตัวเลข)
หากเพิ่มข้อความหรือ Logical ค่า เช่น =VARA(10, 15, "N/A", 18, TRUE)
มันจะนับเป็น: 10, 15, 0, 18, 1
VAR.S ละเลยข้อความและค่า Logical (TRUE/FALSE) ทั้งหมด ส่วน VARA จะนับข้อความเป็น 0 และ TRUE เป็น 1 ฉะนั้นผลลัพธ์อาจต่างกันเมื่อข้อมูลมีข้อความหรือค่า Logic ปนอยู่
VARA สำหรับกลุ่มตัวอย่าง (sample variance) ส่วน VARPA สำหรับประชากรทั้งหมด (population variance) สูตรส่วนหารจะต่างกัน (n-1 vs n)
Excel 2007 ขึ้นไป รวม Excel 2010, 2013, 2016, 2019, 2021 และ Excel 365
TRUE = 1, FALSE = 0 ถ้าหากมี True/False หลาย ตัว ก็จะนำมาคำนวณความแปรปรวนเหมือนตัวเลขปกติ
เซลล์ว่างจะไม่นำมาคำนวณ ไม่เหมือนข้อความที่จะนับเป็น 0
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ VARA จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
AVERAGE คืนค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวเลขที่ระบุ โดยจะนับเฉพาะเซลล์ที่มีตัวเลขและค่า 0 เท่านั้น ส่วนเซลล์ว่างหรือข้อความจะถูกข้ามไป ไม่นำมาเป็นตัวหาร ซึ่งหลายคนมักพลาดความแตกต่างระหว่าง 0 กับเซลล์ว่าง ตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะมันทำให้ค่าเฉลี่ยที่ได้ต่างกันเลย
DEVSQ คำนวณผลรวมของกำลังสองของผลต่างระหว่างแต่ละค่ากับค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการคำนวณความแปรปรวนและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
STDEV.P คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation)
STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)
VAR.P คำนวณความแปรปรวน (variance) ของประชากรทั้งหมด ต่างจาก VAR.S ที่ใช้สำหรับตัวอย่าง
VAR.S ใช้หาค่าความแปรปรวน (Variance) ของกลุ่มตัวอย่าง เหมาะสำหรับข้อมูลที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรใหญ่
VARPA คำนวณความแปรปรวน (Variance) ของประชากรทั้งหมด โดยรวมข้อความและค่าตรรกะด้วย นั่นคือข้อความจะนับเป็น 0 TRUE เป็น 1 FALSE เป็น 0
STDEV คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธี n-1
VAR คำนวณความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (sample variance) โดยใช้สูตร n-1 ในตัวส่วน ปัจจุบัน Microsoft แนะนำให้ใช้ VAR.S แทน ซึ่งให้ผลลัพธ์เหมือนกันแต่ชื่อชัดเจนกว่า
คำนวณค่า Variance ของประชากรทั้งหมด (Population Variance) — ฟังก์ชันเก่าที่ควรใช้ VAR.P แทนในเวอร์ชันใหม่
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่