แปลงมุมจากองศาเป็นเรเดียน
Syntax
=RADIANS(angle)
แปลงมุมจากองศาเป็นเรเดียน
=RADIANS(angle)
RAND คืนค่าตัวเลขสุ่มแบบทศนิยมที่มีค่าตั้งแต่ 0 แต่ไม่ถึง 1 (เช่น 0.5234) เหมาะสำหรับการจำลองสถานการณ์ สุ่มตัวอย่าง หรือใช้สร้างคอลัมน์สำหรับเรียงลำดับข้อมูลแบบสุ่ม (Shuffle) เป็นฟังก์ชันที่ไม่มีอาร์กิวเมนต์
=RAND()
RANDARRAY สร้างอาร์เรย์ของตัวเลขสุ่มระหว่างค่าที่กำหนด สามารถระบุจำนวนแถว คอลัมน์ ช่วงค่า และชนิดข้อมูล (จำนวนเต็มหรือทศนิยม)
=RANDARRAY([rows], [columns], [min], [max], [whole_number])
RANDBETWEEN คืนค่าจำนวนเต็มสุ่มที่อยู่ระหว่างค่าต่ำสุดและสูงสุดที่ระบุ ใช้สำหรับจำลองข้อมูล สร้างรหัสสุ่ม หรือเลือกข้อมูลแบบสุ่ม
=RANDBETWEEN(bottom, top)
ROMAN ใช้แปลงตัวเลข (1–3999) ให้เป็นเลขโรมันในรูปข้อความ เช่น 10 → "X" และ 2024 → "MMXXIV" โดยสามารถกำหนดรูปแบบ (form) เพื่อให้เป็นแบบคลาสสิกหรือแบบย่อได้
=ROMAN(number, [form])
ROUND จะปัดตัวเลขไปยังค่าที่ใกล้เคียงที่สุดตามจำนวนหลักที่ระบุ (num_digits) สามารถปัดทศนิยม (ค่าบวก), ปัดเป็นจำนวนเต็ม (0), หรือปัดหลักสิบ หลักร้อย (ค่าลบ) ได้ เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในการสรุปตัวเลข
=ROUND(number, num_digits)
ROUNDDOWN จะปัดตัวเลขลงเข้าหาศูนย์เสมอ (ลดค่าสัมบูรณ์ลง) ตามจำนวนหลักที่กำหนด (num_digits) ให้ผลลัพธ์คล้ายกับ TRUNC สำหรับจำนวนเต็มบวก แต่สามารถระบุหลักทศนิยมหรือหลักหน่วย/สิบ/ร้อยได้
=ROUNDDOWN(number, num_digits)
ROUNDUP จะปัดตัวเลขขึ้นเสมอ 1 ค่าในหลักที่กำหนด โดยไม่สนใจว่าเศษข้างหลังจะเป็นเลขอะไร (ต่างจาก ROUND ปกติที่ต้องดูว่า >=5 หรือไม่) สามารถระบุจำนวนหลักทศนิยม (num_digits) เป็นบวกเพื่อปัดทศนิยม หรือเป็นลบเพื่อปัดหลักหน่วย/หลักสิบ/หลักร้อยได้
=ROUNDUP(number, num_digits)
ฟังก์ชัน SECH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Secant ของมุม โดยค่า Hyperbolic Secant (sech) คือส่วนกลับของ Hyperbolic Cosine ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูงและวิศวกรรม.
=SECH(number)
SEQUENCE สร้างอาร์เรย์ของตัวเลขเรียงลำดับตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถสร้างได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือเป็นตาราง 2 มิติ เป็นฟังก์ชัน Dynamic Array ที่ผลลัพธ์จะ Spill ไปยังเซลล์ข้างเคียงโดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับสร้าง Running Number, ตารางสูตรคูณ, หรือวันที่เรียงต่อเนื่อง
=SEQUENCE(rows, [columns], [start], [step])
SERIESSUM คำนวณผลรวมของอนุกรมกำลัง (Power Series) โดยใช้ค่า x กำลังต่างๆ กับสัมประสิทธิ์ ใช้ในการประมาณค่า sine, cosine, exponential และอื่นๆ
=SERIESSUM(x, n, m, coefficients)
SIGN ใช้ตรวจสอบเครื่องหมายของตัวเลข โดยคืนค่า 1 (บวก), 0 (ศูนย์), หรือ -1 (ลบ) สะดวกมากเวลาต้องแยกความแตกต่างของตัวเลข
=SIGN(number)
ฟังก์ชัน SIN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Sine ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์.
=SIN(number)
ฟังก์ชัน SINH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Sine ของมุม โดยค่า Hyperbolic Sine (sinh) คือฟังก์ชันที่คล้ายกับฟังก์ชัน Sine แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลาแทนวงกลม เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูงและวิศวกรรม.
=SINH(number)
SQRT คำนวณรากที่สองของตัวเลข ใช้ได้กับจำนวนบวกเท่านั้น ถ้าเป็นจำนวนลบจะ error #NUM!
=SQRT(number)
ส่งกลับค่ารากที่สองของ (ค่าที่ระบุ * Pi)
=SQRTPI(number)
SUBTOTAL คำนวณผลรวมย่อยหรือสถิติอื่นๆ ที่สามารถ "ตัดแถวซ่อนออก" ได้อัตโนมัติ ต่างจาก SUM ที่รวมทุกอย่าง
=SUBTOTAL(function_num, ref1, [ref2], ...)
SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel
=SUM(number1, [number2], ...)
SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])
SUMIFS บวกค่าจาก sum_range เฉพาะแถวที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อพร้อมกัน (AND logic) รองรับได้สูงสุด 127 คู่เงื่อนไข สามารถใช้ comparison operators (>, =, <=, ), wildcard characters (*, ?), และ cell references ใน criteria ได้ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ multi-dimensional filtering เช่น รายงานยอดขายตามภูมิภาค ช่วงเวลา และสถานะพร้อมกัน โดยไม่ต้องใช้ helper columns หรือฟังก์ชันซ้อนซับซ้อน
=SUMIFS(sum_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
SUMSQ คำนวณผลรวมของกำลังสองของตัวเลข ใช้บ่อยในการวิเคราะห์สถิติและค่าคลาดเคลื่อน
=SUMSQ(number1, [number2], ...)
SUMX2MY2 คำนวณผลรวมของผลต่างกำลังสอง (x² – y²) จากสองช่วงข้อมูล เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบสถิติและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูลคู่
=SUMX2MY2(array_x, array_y)
SUMX2PY2 คำนวณ x² + y² สำหรับข้อมูลจับคู่สองชุด แล้วรวมผลทั้งหมด ใช้สำหรับสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล
=SUMX2PY2(array_x, array_y)
SUMXMY2 หาผลรวมของกำลังสองของผลต่าง (Sum of Squares of Differences) ระหว่างสองชุดข้อมูล คำนวณ SUM((x-y)^2) ได้อย่างคล่องแคล่ว
=SUMXMY2(array_x, array_y)
ฟังก์ชัน TAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Tangent ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม
=TAN(number)
ฟังก์ชัน TANH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Tangent ของจำนวนจริง โดยค่า Hyperbolic Tangent (tanh) คือฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันตรีโกณมิติ แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลา เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูง.
=TANH(number)
ตัดส่วนทศนิยมออกไปเลยโดยไม่ปัดเศษ เหลือแต่ตัวเลขที่คุณต้องการจำนวนหลักเท่านั้น
=TRUNC(number, [num_digits])
คูณข้อมูลจากหลายช่วงแล้วรวมผลลัพธ์ รองรับเงื่อนไขซับซ้อนและการคำนวณมีเงื่อนไข