POWER คำนวณค่าการยกกำลังได้ง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย ^ ในสูตรที่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| number | Number | ตัวเลขฐานที่ต้องการยกกำลัง สามารถเป็นจำนวนเต็ม ทศนิยม หรือค่าลบได้ |
| power | Number | เลขชี้กำลังที่ใช้ยกฐาน ถ้าใส่ 0.5 ก็คือถอดรากที่สอง ถ้าใส่ 1/3 ก็คือรากที่สาม |
POWER ยกตัวเลขด้วยค่ากำลังที่คุณระบุ เช่น POWER(5,2) ก็คือ 5 ยกกำลัง 2 เท่ากับ 25 ฟังก์ชันนี้ยอมรับเลขชี้กำลังเป็นทศนิยม ดังนั้นสามารถหารากได้เช่น POWER(16,0.5) = 4
ที่เจ๋งคือมันยืดหยุ่นมากครับ ไม่เพียงแต่หากำลังธรรมชาติ ตั้งแต่ 2, 3, 4 เป็นต้น แต่ยังสามารถหารากที่สอง รากที่สาม หารากที่ n ได้ แค่เปลี่ยนค่าเลขชี้กำลังเป็นเศษส่วน เช่น POWER(27,1/3) ก็ได้รากที่สามของ 27 เท่ากับ 3
ส่วนตัวผมชอบใช้ POWER เพราะมันอ่านง่ายกว่า ^ โดยเฉพาะตอนเขียนสูตรที่มีหลายเลขยกกำลัง ข้อมูลชัดเจนกว่า POWER(A1,3) นั่นคือลูกบาศก์ของ A1 ต่าง ^ ที่บางครั้งมองยากหรือลืม
5 ยกกำลัง 2 ก็คือ 5 × 5 = 25 บอกว่า 5² หลังการออกแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสด้าน 5 หน่วย ต้องมีพื้นที่ 25 ตารางหน่วย
3 ยกกำลัง 3 ก็คือ 3 × 3 × 3 = 27 ใช้หากล่องลูกบาศก์ด้าน 3 หน่วย ปริมาณจะเท่ากับ 27 ลูกบาศก์หน่วย
เลขชี้กำลัง 0.5 เท่ากับรากที่สอง ดังนั้น POWER(16, 0.5) = √16 = 4 ถ้ากำหนดจำนวนที่ไม่แน่นอน ถอดรากได้โดยใส่ 0.5
เลขชี้กำลัง 1/3 เท่ากับรากที่สาม POWER(27, 1/3) = ∛27 = 3 เหมาะสำหรับโจทย์หารากที่ n ได้
ไม่ต้องใส่เลขชี้กำลังเป็นจำนวนเต็ม ทศนิยมก็ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำตรงตามการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
ผลลัพธ์เหมือน POWER(5,2) แต่เขียนสั้นกว่า ใช้กรรมวิธี ^ ก็ได้ผลลัพธ์เดียวกัน เลือกวิธีไหนตามใจชอบครับ
ไม่ต่างกันครับ ผลลัพธ์เดียวกันเหมือน POWER(5,2) = 5^2 = 25 เพียงแต่ ^ เขียนสั้นกว่า แต่ POWER ชัดเจนกว่า โดยเฉพาะในสูตรที่ยาว บ่อยครั้งผมใช้ POWER เพราะอ่านง่าย
ได้เลยครับ เลขชี้กำลังที่เป็นเศษส่วนคือการหารากครับ POWER(16, 0.5) = 4 เพราะ 0.5 = 1/2 (รากที่สอง) POWER(8, 1/3) = 2 เพราะ 1/3 คือรากที่สาม ลองดูสูตร =POWER(x, 1/n) ถ้า x ยกกำลัง 1/n ก็คือรากที่ n ของ x
ได้ครับ เลขชี้กำลังลบหมายถึง 1 หารด้วยเลขยกกำลังบวก ตัวอย่าง POWER(2, -3) = 1/(2^3) = 1/8 = 0.125 นั่นจึงเรียกว่า inverse exponential
ได้ผลลัพธ์ 1 ครับ ตามนิยามทางคณิตศาสตร์ เลขใดก็ตามยกกำลัง 0 ก็ได้ 1 แม้ 0 ก็ตาม POWER(0, 0) = 1
ได้ครับแต่ต้องระวัง เช่น POWER(-2, 2) = 4 เพราะ (-2) × (-2) = 4 แต่ POWER(-2, 0.5) จะหา square root ของเลขลบซึ่งไม่ได้ในจำนวนจริง ผลลัพธ์จะเป็น Error ครับ
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ POWER จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
ฟังก์ชันที่ส่งกลับค่า e (Euler's number) ยกกำลังด้วยจำนวนที่ระบุ ใช้ในการคำนวณการเติบโตแบบต่อเนื่อง
ส่งกลับค่าลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithm) ของตัวเลขที่ป้อน โดยใช้ค่าคงที่ e (2.71828) เป็นฐาน
ส่งกลับค่าลอการิทึมของตัวเลขตามฐานที่ระบุ (ถ้าไม่ระบุจะใช้ฐาน 10)
หาค่าลอการิทึมฐาน 10 ของตัวเลข ใช้บ่อยในงานคำนวณเดซิเบล ค่า pH ทางเคมี และการบีบอัดข้อมูลที่มีช่วงค่ากว้างมากให้อยู่ในสเกลที่อ่านง่ายขึ้น
ฟังก์ชัน PI ส่งกลับค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ π (พาย) ที่มีความแม่นยำสูง ประมาณ 3.14159265358979 ใช้สำหรับการคำนวณวงกลม ทรงกลม และตรีโกณมิติ ฟังก์ชันนี้ไม่ต้องใส่พารามิเตอร์ใดๆ
PRODUCT คูณตัวเลขทั้งหมดในช่วงข้อมูลหรือรายการอาร์กิวเมนต์ แทนที่จะต้องพิมพ์ A1*A2*A3*A4 ให้ใช้ =PRODUCT(A1:A4) เท่านั้น
SERIESSUM คำนวณผลรวมของอนุกรมกำลัง (Power Series) โดยใช้ค่า x กำลังต่างๆ กับสัมประสิทธิ์ ใช้ในการประมาณค่า sine, cosine, exponential และอื่นๆ
SQRT คำนวณรากที่สองของตัวเลข ใช้ได้กับจำนวนบวกเท่านั้น ถ้าเป็นจำนวนลบจะ error #NUM!
SUMX2PY2 คำนวณ x² + y² สำหรับข้อมูลจับคู่สองชุด แล้วรวมผลทั้งหมด ใช้สำหรับสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล
เลื่อนบิตไปทางซ้ายของตัวเลข ซึ่งเทียบเท่ากับการคูณด้วย 2 สำหรับแต่ละการเลื่อน เป็นการดำเนินการแบบ bitwise ที่ใช้ในการคำนวณและการประมวลผลบิต
ฟังก์ชัน IMPOWER ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าจำนวนเชิงซ้อนที่ถูกยกกำลังด้วยเลขจำนวนเต็มที่ระบุ โดยส่งกลับค่าจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นผลลัพธ์ เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเชิงซ้อน.
GEOMEAN หาค่าเฉลี่ยเรขาคณิต (Geometric Mean) ของชุดข้อมูล ใช้ได้ดีกับข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เช่น อัตราการเติบโต ผลตอบแทน หรือความเสี่ยง
ยังไม่มีบทความที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันนี้
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่