VARPA คำนวณความแปรปรวน (Variance) ของประชากรทั้งหมด โดยรวมข้อความและค่าตรรกะด้วย นั่นคือข้อความจะนับเป็น 0 TRUE เป็น 1 FALSE เป็น 0
=VARPA(value1, [value2], ...)
=VARPA(value1, [value2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| value1 | Any | Yes | ค่าแรกหรือช่วงที่มีข้อมูล สามารถเป็นตัวเลข ข้อความ หรือค่าตรรกะ | |
| value2 | Any | Optional | ค่าเพิ่มเติม (สามารถใส่ได้สูงสุด 255 ค่า) |
VARPA(A2:A6)=VARPA(A2:A6)
10.64
VARPA(B2:B10)=VARPA(B2:B10)
156.32
VARPA(C2:C8) vs =VAR.P(C2:C8)=VARPA(C2:C8) vs =VAR.P(C2:C8)
VARPA = 1.22, VAR.P = 0.5
VARPA(D2:D8)=VARPA(D2:D8)
1.81
VARPA ใช้กับประชากรทั้งหมด (Population) ส่วน VARA ใช้กับตัวอย่าง (Sample) สูตรคำนวณต่างกัน ถ้าคุณมีข้อมูลทั้งหมด ใช้ VARPA ถ้ามีแค่ตัวอย่าง ใช้ VARA
ได้ครับ VARPA เป็นฟังก์ชันโบราณตั้งแต่ Excel 95 เลย ใช้ได้ทั้ง Excel 2016, 2019, 2021 และ Excel 365
ช่องว่างจะถูกข้าม (Ignore) ไม่นับในการคำนวณ เหมือนกับฟังก์ชันความแปรปรวนอื่นๆ
VAR.P ข้ามข้อความไปเลย ถ้าคุณต้องการให้ข้อความนับเป็น 0 ก็ใช้ VARPA มันมีประโยชน์กับข้อมูลที่มีข้อความปนอยู่ เช่น “NA”, “Error”, “Unknown” ซึ่งคุณต้องการให้นับในการวิเคราะห์
VARPA เป็นฟังก์ชันวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้หาความแปรปรวนของประชากร (Population Variance).
ที่พิเศษของ VARPA คือมันจัดการกับข้อมูลประเภทต่างๆ ได้ – ถ้าคุณมีข้อความปนอยู่ในข้อมูล VARPA จะนับเป็น 0 หรือถ้ามี TRUE/FALSE จะนับเป็น 1 และ 0 ตามลำดับ ส่วน VAR.P หรือ VARP จะข้ามข้อความไปเลย.
ผมมักใช้ VARPA เวลาที่ข้อมูลของผมมีข้อความปนอยู่และผมต้องการนับเป็นศูนย์ในการคำนวณ เช่น ข้อมูลเซ็นเซอร์ที่บางครั้งส่งข้อความแทนตัวเลข 😎