STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย ‘รวม’ ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)
=STDEVA(value1, [value2], ...)
=STDEVA(value1, [value2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| value1 | Any (Number/Text/Boolean/Range) | Yes | ค่าแรก สามารถเป็นตัวเลข ข้อความ ค่าตรรกะ หรือการอ้างอิงช่วง | |
| value2 | Any (Number/Text/Boolean/Range) | Optional | ค่าที่สอง ขึ้นไปจนถึง 255 ค่า สามารถข้ามไปได้ |
STDEVA(A2:A10)=STDEVA(A2:A10)
8.5 (หรือค่าอื่นตามข้อมูล)
STDEVA(B2:B8)=STDEVA(B2:B8)
ประมาณ 0.75-0.9
STDEVA(C2:C6) vs =STDEV.S(C2:C6)=STDEVA(C2:C6) vs =STDEV.S(C2:C6)
STDEVA: 0.67 | STDEV.S: 0.82 (ค่าต่างกัน)
STDEVA(SalesData[Revenue])=STDEVA(SalesData[Revenue])
ค่า SD ของรายได้ทั้งคอลัมน์
STDEVA รวม Text และ Logical Values (text=0, TRUE=1, FALSE=0) ส่วน STDEV.S ข้ามข้อความไป ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันถ้าข้อมูลมีข้อความ
ใช้ STDEVP หรือ STDEVPA (สำหรับรวม Text) แทน STDEVA
ตั้งแต่ 1 ถึง 255 ค่า สามารถเป็น range หรือค่าแต่ละตัว เช่น =STDEVA(A1:A10, B1:B10, 5, 10)
STDEVA จะแปลงทั้งหมดเป็น 0 แล้วคำนวณ ผลลัพธ์จะเป็น 0 (ไม่มีความแปรปรวน)
ข้อมูลว่างในช่วง (empty cell) จะถูกข้าม แต่ error value จะทำให้ฟังก์ชันคืนค่า error
STDEVA เป็นฟังก์ชันสถิติที่ใช้วัดการกระจายของข้อมูล เหมาะสำหรับข้อมูลตัวอย่าง (Sample Data) ไม่ใช่ข้อมูลประชากร
จุดเด่นของ STDEVA คือมันรวม Text และ Logical Values ในการคำนวณ:
– TRUE นับเป็น 1
– FALSE นับเป็น 0
– ข้อความจะนับเป็น 0
ส่วน STDEV.S (หรือ STDEV ยุ่น) จะข้ามข้อความไป ทำให้ผลลัพธ์ต่างกัน
ถ้าคุณมี ‘ข้อมูลทั้งหมด’ (ไม่ใช่แค่ตัวอย่าง) ให้ใช้ STDEVPA แทน STDEVA