VAR.P คำนวณความแปรปรวน (variance) ของประชากรทั้งหมด ต่างจาก VAR.S ที่ใช้สำหรับตัวอย่าง
=VAR.P(number1, [number2], ...)
=VAR.P(number1, [number2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number1 | Number/Range/Array | Yes | ตัวเลขแรก หรือช่วงข้อมูลที่ต้องการคำนวณความแปรปรวน | |
| number2 | Number/Range/Array | Optional | ตัวเลขเพิ่มเติม สามารถกำหนดได้สูงสุด 254 อาร์กิวเมนต์ |
VAR.P(10, 20, 30, 40, 50)=VAR.P(10, 20, 30, 40, 50)
200
VAR.P(A2:A100)=VAR.P(A2:A100)
0.0234
VAR.P: =VAR.P(B2:B10) VAR.S: =VAR.S(B2:B10)VAR.P: =VAR.P(B2:B10)
VAR.S: =VAR.S(B2:B10)
VAR.P = 678.84
VAR.S = 754.27
STDEV.P(C2:C50) ร่วมกับ =VAR.P(C2:C50)=STDEV.P(C2:C50) ร่วมกับ =VAR.P(C2:C50)
STDEV.P = 15.3, VAR.P = 234.09
VAR.P คำนวณความแปรปรวนของ ‘ประชากร’ (ข้อมูลทั้งหมด) โดยหารด้วย n
VAR.S คำนวณความแปรปรวนของ ‘ตัวอย่าง’ (ส่วนหนึ่งของข้อมูล) โดยหารด้วย n-1
เลือก VAR.P เมื่อมีข้อมูลครบถ้วน เลือก VAR.S เมื่อเป็นตัวอย่าง
ไม่ต่างค่ะ VARP เป็นฟังก์ชันรุ่นเก่า VAR.P เป็นรุ่นใหม่ (Excel 2010 ขึ้นไป) แต่ผลลัพธ์เหมือนกัน
VAR.P จะข้ามค่า FALSE และข้อความ (เมื่ออยู่ในช่วง) แต่ถ้าเป็นข้อความโดยตรงในสูตร จะทำให้เกิด #VALUE! error
ไม่ได้ ฟังก์ชันจะคืนค่า error เดิม ต้องใช้ AGGREGATE หรือกรองข้อมูลก่อน
VAR.P เป็นฟังก์ชันที่ใช้หาค่าความแปรปรวน (Population Variance) ของข้อมูลประชากรทั้งหมด ซึ่งบอกให้รู้ว่าข้อมูลกระจายตัวจากค่าเฉลี่ยแค่ไหน
ที่เจ๋งคือ VAR.P ใช้หารด้วย n (จำนวนข้อมูลทั้งหมด) ในขณะที่ VAR.S ใช้หารด้วย n-1 เพราะสมมติว่าข้อมูลเป็นเพียงตัวอย่าง เลยได้ค่าแปรปรวนที่สูงกว่า
ส่วนตัวผมมองว่า VAR.P ใช้เมื่อเราได้ข้อมูลครบทั้งหมด (เช่น คะแนนของนักเรียนทั้งชั้น หรือข้อมูลคุณภาพสินค้าทั้งโรงงาน) ส่วน VAR.S ใช้เมื่อข้อมูลที่เก็บเป็นเพียงตัวอย่าง แล้วต้องการประมาณค่าของประชากร