VAR.P คำนวณความแปรปรวน (variance) ของประชากรทั้งหมด ต่างจาก VAR.S ที่ใช้สำหรับตัวอย่าง
| อาร์กิวเมนต์ | ชนิด | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| number1 | Number/Range/Array | ตัวเลขแรก หรือช่วงข้อมูลที่ต้องการคำนวณความแปรปรวน |
| [number2]ไม่บังคับ | Number/Range/Array | ตัวเลขเพิ่มเติม สามารถกำหนดได้สูงสุด 254 อาร์กิวเมนต์ |
[ ] = อาร์กิวเมนต์ที่ไม่บังคับ
VAR.P เป็นฟังก์ชันที่ใช้หาค่าความแปรปรวน (Population Variance) ของข้อมูลประชากรทั้งหมด ซึ่งบอกให้รู้ว่าข้อมูลกระจายตัวจากค่าเฉลี่ยแค่ไหน
ที่เจ๋งคือ VAR.P ใช้หารด้วย n (จำนวนข้อมูลทั้งหมด) ในขณะที่ VAR.S ใช้หารด้วย n-1 เพราะสมมติว่าข้อมูลเป็นเพียงตัวอย่าง เลยได้ค่าแปรปรวนที่สูงกว่า
ส่วนตัวผมมองว่า VAR.P ใช้เมื่อเราได้ข้อมูลครบทั้งหมด (เช่น คะแนนของนักเรียนทั้งชั้น หรือข้อมูลคุณภาพสินค้าทั้งโรงงาน) ส่วน VAR.S ใช้เมื่อข้อมูลที่เก็บเป็นเพียงตัวอย่าง แล้วต้องการประมาณค่าของประชากร
คำนวณความแปรปรวนโดยตรงจากชุดตัวเลข {10, 20, 30, 40, 50}
– ค่าเฉลี่ย = 30
– ความแปรปรวน = [(10-30)² + (20-30)² + (30-30)² + (40-30)² + (50-30)²] / 5 = 200
สมมติ A2:A100 คือข้อมูลน้ำหนักสินค้าทั้ง 99 ชิ้นที่ผลิตจากโรงงาน ใช้ VAR.P เพราะเรามีข้อมูลประชากรทั้งหมด
– ค่าน้อย (0.0234) บ่งชี้ว่าสินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ
ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่ VAR.S ให้ค่าสูงกว่า
– VAR.P หารด้วย 9 (n)
– VAR.S หารด้วย 8 (n-1) เพื่อเพิ่มค่าประมาณ เหมาะสำหรับตัวอย่าง
STDEV.P เป็นรากที่สองของ VAR.P (15.3² ≈ 234.09)
– ใช้เมื่อต้องการรายงานการกระจายตัวในหน่วยเดียวกับข้อมูลต้นฉบับ
VAR.P คำนวณความแปรปรวนของ 'ประชากร' (ข้อมูลทั้งหมด) โดยหารด้วย n
VAR.S คำนวณความแปรปรวนของ 'ตัวอย่าง' (ส่วนหนึ่งของข้อมูล) โดยหารด้วย n-1
เลือก VAR.P เมื่อมีข้อมูลครบถ้วน เลือก VAR.S เมื่อเป็นตัวอย่าง
ไม่ต่างค่ะ VARP เป็นฟังก์ชันรุ่นเก่า VAR.P เป็นรุ่นใหม่ (Excel 2010 ขึ้นไป) แต่ผลลัพธ์เหมือนกัน
VAR.P จะข้ามค่า FALSE และข้อความ (เมื่ออยู่ในช่วง) แต่ถ้าเป็นข้อความโดยตรงในสูตร จะทำให้เกิด #VALUE! error
ไม่ได้ ฟังก์ชันจะคืนค่า error เดิม ต้องใช้ AGGREGATE หรือกรองข้อมูลก่อน
ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ VAR.P จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง
F.TEST ทดสอบว่าสองชุดข้อมูลมีความแปรปรวน (การกระจายตัว) ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ โดยคืนค่า P-Value สำหรับการตัดสินใจทางสถิติ
STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ
VAR.S ใช้หาค่าความแปรปรวน (Variance) ของกลุ่มตัวอย่าง เหมาะสำหรับข้อมูลที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรใหญ่
VARA ใช้คำนวณความแปรปรวน (variance) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยจะนับข้อความเป็น 0 และ TRUE เป็น 1 ซึ่งต่างจาก VAR.S ที่จะข้ามข้อมูลเหล่านี้ไป
VARPA คำนวณความแปรปรวน (Variance) ของประชากรทั้งหมด โดยรวมข้อความและค่าตรรกะด้วย นั่นคือข้อความจะนับเป็น 0 TRUE เป็น 1 FALSE เป็น 0
คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด เป็นฟังก์ชันรุ่นเก่าที่ถูกแทนที่ด้วย STDEV.P แล้ว
VAR คำนวณความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (sample variance) โดยใช้สูตร n-1 ในตัวส่วน ปัจจุบัน Microsoft แนะนำให้ใช้ VAR.S แทน ซึ่งให้ผลลัพธ์เหมือนกันแต่ชื่อชัดเจนกว่า
คำนวณค่า Variance ของประชากรทั้งหมด (Population Variance) — ฟังก์ชันเก่าที่ควรใช้ VAR.P แทนในเวอร์ชันใหม่
ฟังก์ชันที่คำนวณความแปรปรวน (Sample Variance) จากข้อมูลในฐานข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไขที่ระบุ
Comments
อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่