Thep Excel

T.TESTทดสอบสมมติฐานของค่าเฉลี่ย

ส่งกลับค่า p-value ของ t-test เพื่อทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของสองชุดข้อมูลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

fx
=T.TEST(array1, array2, tails, type)

ความนิยม5/10
ความยาก4/10
ประโยชน์6/10

อัปเดต 2 December 2025

Syntax & Arguments

อาร์กิวเมนต์ ชนิด คำอธิบาย
array1 Range/Array ชุดข้อมูลแรก (ต้องมีตัวเลขอย่างน้อย 2 ค่า)
array2 Range/Array ชุดข้อมูลที่สอง (ต้องมีตัวเลขอย่างน้อย 2 ค่า)
tails Number (1 or 2) 1 = หางเดียว (one-tailed) ทดสอบทิศทางเดียว, 2 = สองหาง (two-tailed) ทดสอบความแตกต่างทั้งสองทิศ
type Number (1, 2, or 3) 1 = Paired t-test (ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน), 2 = Two-sample equal variance (ความแปรปรวนเท่ากัน), 3 = Two-sample unequal variance / Welch’s t-test

Additional Notes

T.TEST เป็นฟังก์ชันสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานว่างว่าค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มเท่ากัน ส่งกลับค่า p-value (ความน่าจะเป็น) โดยค่านี้น้อยกว่า 0.05 มักจะแปลว่าสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ใช้เมื่อต้องการเปรียบเทียบคะแนนสอบ ความสูง รายได้ หรือตัวแปรใดๆ ระหว่างสองกลุ่มตัวอย่าง

ท่ีต้องระวังคือ T.TEST มี 3 แบบ: paired test สำหรับข้อมูลเดียวกัน (ก่อน-หลัง), two-sample equal variance สำหรับสองกลุ่มที่ความแปรปรวนเท่ากัน, และ Welch’s t-test สำหรับกลุ่มที่ความแปรปรวนต่างกัน เลือกผิดแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่เชื่อถือได้ 😎

Examples

Paired T-Test: เปรียบเทียบคะแนนก่อน-หลังเรียนT.TEST(A2:A11, B2:B11, 2, 1)

สมมติ A2:A11 เป็นคะแนนสอบก่อนเรียน (pre-test) และ B2:B11 เป็นคะแนนหลังเรียน (post-test) ของนักเรียน 10 คน
– tails=2 เพราะต้องการทดสอบความแตกต่างไม่ว่าทิศทางไหน
– type=1 เพราะเป็นข้อมูลจากบุคคลเดียวกันสองครั้ง
– ผลลัพธ์ 0.0042 < 0.05 แสดงว่าคะแนนหลังเรียนแตกต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ

fx
=T.TEST(A2:A11, B2:B11, 2, 1)

ผลลัพธ์0.0042
Two-Sample Equal Variance: เปรียบเทียบความสูงระหว่างชายและหญิงT.TEST(C2:C21, D2:D21, 2, 2)

สมมติ C2:C21 เป็นความสูงของชาย 20 คน และ D2:D21 เป็นความสูงของหญิง 20 คน
– type=2 ใช้เมื่อสมมติว่าความแปรปรวน (การกระจาย) ของสองกลุ่มเท่ากัน
– ผลลัพธ์ 0.00001 บ่งชี้ความแตกต่างที่มีนัยสำคัญมากในความสูงเฉลี่ย

fx
=T.TEST(C2:C21, D2:D21, 2, 2)

ผลลัพธ์0.00001
Two-Sample Unequal Variance (Welch's): เปรียบเทียบรายได้ระหว่างสองอาชีพT.TEST(E2:E31, F2:F31, 1, 3)

สมมติ E2:E31 เป็นรายได้รายเดือนของช่างไม้ 30 คน และ F2:F31 เป็นรายได้ของนักวิจัย 30 คน
– type=3 (Welch's t-test) ใช้เมื่อสงสัยว่าความแปรปรวนต่างกัน (ตัวอย่างนี้ช่างไม้อาจมีรายได้กระจายมากกว่า)
– tails=1 ทดสอบสมมติฐานทิศทางเดียว เช่น "รายได้ช่างไม้น้อยกว่านักวิจัย"
– ผลลัพธ์ 0.023 < 0.05 สนับสนุนสมมติฐานนี้

fx
=T.TEST(E2:E31, F2:F31, 1, 3)

ผลลัพธ์0.023
เปรียบเทียบกับผลสำเร็จ: ใช้ IF เพื่อตรวจสอบนัยสำคัญIF(T.TEST(G2:G16, H2:H16, 2, 2) < 0.05, "แตกต่าง", "ไม่แตกต่าง")

ใช้ IF เพื่อแปลผล p-value ให้อ่านง่าย ถ้า p-value < 0.05 แสดงว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มิฉะนั้นไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ

fx
=IF(T.TEST(G2:G16, H2:H16, 2, 2) < 0.05, "แตกต่าง", "ไม่แตกต่าง")

ผลลัพธ์แตกต่าง

FAQs

p-value คืออะไร ต้องใช้เท่าไหร่?+

p-value คือความน่าจะเป็นที่ผลลัพธ์นี้จะเกิดขึ้นหากสมมติฐานว่าง (ค่าเฉลี่ยเท่ากัน) เป็นจริง ค่าที่น้อยกว่า 0.05 หมายถึงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (ที่ระดับ 95% confidence) ที่ใช้บ่อยที่สุด

Paired test vs Two-sample test ต่างกันอย่างไร?+

Paired test ใช้เมื่อข้อมูลมาจากตัวอย่างเดียวกัน (ก่อน-หลัง, ซ้าย-ขวา, ประเทศเดียวปีต่างๆ) Two-sample test ใช้เมื่อเปรียบเทียบสองกลุ่มอิสระ (ชาย-หญิง, ทดลอง-ควบคุม)

ทำไมต้องเลือก type 2 หรือ 3?+

ถ้ากลุ่มทั้งสองมีความแปรปรวนใกล้เคียงกัน ใช้ type 2 (จะแม่นยำขึ้น) ถ้าความแปรปรวนต่างกันมาก ใช้ type 3 (Welch's) ซึ่งปลอดภัยกว่าเพราะไม่ถือว่าความแปรปรวนต้องเท่ากัน

ถ้ามีค่า 0 หรือค่าลบในข้อมูลจะเป็นปัญหาไหม?+

ไม่เป็นปัญหา T.TEST รับค่าลบและ 0 ได้ เพราะมันคำนวณจากค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

เพราะเหตุใด T.TEST ส่งคืนค่าระหว่าง 0 ถึง 1?+

เพราะมันคืน p-value ซึ่งเป็นความน่าจะเป็น (ระหว่าง 0 ถึง 1) ยิ่งค่าน้อยยิ่งแสดงว่าความแตกต่างมีนัยสำคัญ

Resources & Related

ฟังก์ชันที่ผู้เขียนโยงไว้กับ T.TEST จัดกลุ่มตามหมวด · ชี้ที่ชื่อใดชื่อหนึ่ง แล้วฟังก์ชันที่ใช้คู่กันจะมีจุดทอง

ฟังก์ชันนี้T.TESTStatistical
Statistical (10)
CHISQ.TEST

CHISQ.TEST ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวโดยเปรียบเทียบค่าจริง (observed) กับค่าคาดหวัง (expected) และคืนค่า P-Value

CONFIDENCE.T

CONFIDENCE.T คำนวณช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval) ของค่าเฉลี่ยประชากรโดยใช้การแจกแจงแบบ T-Distribution เหมาะสำหรับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก

F.TEST

F.TEST ทดสอบว่าสองชุดข้อมูลมีความแปรปรวน (การกระจายตัว) ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ โดยคืนค่า P-Value สำหรับการตัดสินใจทางสถิติ

NORM.DIST

NORM.DIST คำนวณความน่าจะเป็นหรือความหนาแน่นของการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) ใช้ในสถิติหรือการวิเคราะห์ข้อมูล

T.DIST

T.DIST หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ t (Student's t-distribution) หางซ้าย ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐานกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก

T.DIST.2T

T.DIST.2T ใช้หาค่าความน่าจะเป็น (p-value) ของการแจกแจงแบบ t สองหาง ใช้ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ

T.DIST.RT

ฟังก์ชัน T.DIST.RT ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจง t-distribution ทางด้านขวา (right-tailed) สำหรับการทดสอบสมมติฐานด้วยตัวอย่างขนาดเล็ก

T.INV

T.INV ใช้หาค่า t-value จากความน่าจะเป็นและองศาอิสระ ฟังก์ชันนี้ช่วยสร้างช่วงความเชื่อมั่น (confidence interval) หรือทดสอบสมมติฐาน โดยทำงานกับหางซ้ายของการแจกแจง t

T.INV.2T

T.INV.2T ใช้หาค่า t-value จากความน่าจะเป็น สำหรับการแจกแจงแบบ Student's t-distribution แบบสองหาง ตัวช่วยสำหรับการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ

Z.TEST

ฟังก์ชันทางสถิติที่คำนวณค่า P-value สำหรับการทดสอบ Z-test เพื่อทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยประชากรที่สมมติหรือไม่

Compatibility (3)
TDIST

คำนวณค่าความน่าจะเป็นของ Student's t-distribution สำหรับการทดสอบสมมติฐาน ใช้กับ Excel เวอร์ชันเก่าก่อนที่จะมี T.DIST และ T.DIST.2T เข้ามาแทนที่

TTEST

คำนวณค่า p-value ของ Student's t-test เพื่อทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของข้อมูลสองชุดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ (ฟังก์ชันรุ่นเก่า แนะนำให้ใช้ T.TEST แทน)

ZTEST

คำนวณค่า P-value แบบ one-tailed จากการทดสอบ z-test เพื่อดูว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างต่างจากค่าที่ตั้งสมมติฐานไว้มากแค่ไหน (ฟังก์ชันเก่า แนะนำใช้ Z.TEST แทน)

Comments

อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่