STDEV คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธี n-1
=STDEV(number1, ...)
=STDEV(number1, ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number1 | Number/Range | Yes | ตัวเลขแรกหรือช่วงเซลล์ที่เป็นตัวอย่าง | |
| number2, number3, … | Number/Range | Optional | ตัวเลขเพิ่มเติมหรือช่วงเซลล์ (สูงสุด 255 อาร์กิวเมนต์) |
STDEV(A2:A11)=STDEV(A2:A11)
8.65
สินค้า A: =STDEV(B2:B21) ได้ 2.5 | สินค้า B: =STDEV(C2:C21) ได้ 8.3สินค้า A: =STDEV(B2:B21) ได้ 2.5 | สินค้า B: =STDEV(C2:C21) ได้ 8.3
สินค้า A มีการนำหนักสม่ำเสมอ, สินค้า B มีการนำหนักไม่สม่ำเสมอ
STDEV(D2:D100)=STDEV(D2:D100)
0.15 mm
STDEV(E2:E252)=STDEV(E2:E252)
3.2%
ได้ผลลัพธ์เหมือนกันเลย STDEV เป็นฟังก์ชันเก่า STDEV.S เป็นรุ่นใหม่ (Excel 2010+) Microsoft แนะนำให้ใช้ STDEV.S แทน
STDEV = sample (ตัวอย่าง) ใช้ n-1 | STDEV.P = population (ประชากรทั้งหมด) ใช้ n ถ้าข้อมูลเป็นตัวอย่างเท่านั้น = ใช้ STDEV
ทุกเวอร์ชัน Excel (Excel 2007 ขึ้นไป) แม้ว่าเก่า แต่ยังใช้ได้ (แต่ควรใช้ STDEV.S ใหม่กว่า)
ไม่นับค่าว่าง (Empty cells), ข้อความ, ข้อผิดพลาด (#N/A, #VALUE!) ในช่วง แต่นับ TRUE/FALSE ถ้าพิมพ์ตรงเซลล์
เพราะข้อมูลเป็นตัวอย่างเท่านั้น ใช้ n-1 จะ bias ต่ำกว่า n หรือเรียกว่า Bessel’s correction
STDEV เป็นฟังก์ชันคำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งบอกว่าข้อมูลกระจัดกระจายจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน ตัวเลขน้อย = ข้อมูลสม่ำเสมอ, ตัวเลขมาก = ข้อมูลกระจายมาก
ที่ต้องระวังคือ STDEV เป็นฟังก์ชันเก่า Microsoft แนะนำให้ใช้ STDEV.S แทนแล้ว (ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน) ส่วน STDEV.P ใช้สำหรับประชากรทั้งหมด แต่ STDEV ใช้เฉพาะตัวอย่างเท่านั้น
ส่วนตัวผม ถ้างบประมาณหรือสำรวจ = ใช้ STDEV (sample) แต่ถ้าเป็นข้อมูลเต็มตัว = ใช้ STDEV.P 😎