STDEV.P คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation)
=STDEV.P(number1, [number2], ...)
=STDEV.P(number1, [number2], ...)
| Argument | Type | Required | Default | Description |
|---|---|---|---|---|
| number1 | Number/Range | Yes | ตัวเลขแรก หรือช่วงข้อมูลที่ต้องการหา SD (สามารถเป็น Array หรือ Named Range) | |
| number2 | Number/Range | Optional | ตัวเลขเพิ่มเติม สามารถใส่ได้สูงสุด 254 ตัว หรือช่วงข้อมูลเพิ่มเติม |
STDEV.P(A2:A10)=STDEV.P(A2:A10)
8.75
STDEV.P(B2:B50)=STDEV.P(B2:B50)
12500
STDEV.P(A2:A10) vs =STDEV.S(A2:A10)=STDEV.P(A2:A10) vs =STDEV.S(A2:A10)
STDEV.P: 8.27 | STDEV.S: 8.75
STDEV.P(A2:A5, C2:C5)=STDEV.P(A2:A5, C2:C5)
7.62
STDEV.P ใช้สำหรับประชากรทั้งหมด (หารด้วย n) ส่วน STDEV.S ใช้สำหรับตัวอย่าง (หารด้วย n-1) เพื่อปรับค่า ทั่วไปแล้วใช้ STDEV.S มากกว่า เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นตัวอย่าง
STDEV.P สามารถใช้ได้ในทุกเวอร์ชัน Excel ตั้งแต่ Excel 2007 ขึ้นไป (เดิมใช้ชื่อ STDEVP ในรุ่นเก่า)
ไม่ได้ SD เป็นค่าบวกเสมอ (หรือเป็น 0 ถ้าทุกค่าเหมือนกัน) เพราะคำนวณจากค่ารากที่สองของ Variance
STDEV.P จะคืนค่า 0 เพราะไม่มีการกระจาย
ไม่ได้ ถ้ามี #N/A หรือ #DIV/0! ในช่วง ผลลัพธ์จะเป็น Error ใช้ AGGREGATE(7, 6, Range) แทนเพื่อข้าม Error
STDEV.P ใช้หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากร ซึ่งต่างจาก STDEV.S ที่ใช้กับตัวอย่าง (Sample)
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ **ประชากร vs ตัวอย่าง** STDEV.P ใช้เมื่อข้อมูลที่มีคือข้อมูลทั้งหมดที่เราสนใจ (เช่น สอบคะแนนนักเรียน 30 คนทั้งชั้นเรียน) STDEV.S ใช้เมื่อข้อมูลเป็นตัวอย่างจากกลุ่มใหญ่ (เช่น สำรวจ 100 คนเพื่อประมาณค่าประชากร 1 ล้านคน)
ความแตกต่างคือ STDEV.P หารด้วย n ส่วน STDEV.S หารด้วย n-1 (Bessel’s correction) เพื่อให้ค่าตัวอย่างไม่ลำเอียง