ฟังก์ชัน BESSELI ช่วยคำนวณค่า Modified Bessel function In(x) ใช้ในงานวิศวกรรม ฟิสิกส์ และการสร้างแบบจำลองระบบที่เกี่ยวข้องกับสมการเชิงอนุพันธ์ของเบสเซล
Syntax
=BESSELI(x, n)
ฟังก์ชัน BESSELI ช่วยคำนวณค่า Modified Bessel function In(x) ใช้ในงานวิศวกรรม ฟิสิกส์ และการสร้างแบบจำลองระบบที่เกี่ยวข้องกับสมการเชิงอนุพันธ์ของเบสเซล
=BESSELI(x, n)
ฟังก์ชัน BESSELJ ใช้คำนวณค่าฟังก์ชัน Bessel ชนิดที่ 1 (Jn) ซึ่งเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์การสั่นสะเทือน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และปัญหาทางวิศวกรรมที่มีสมมาตรทรงกระบอก
=BESSELJ(x, n)
BESSELK ส่งกลับค่าฟังก์ชัน Modified Bessel Kn(x) ชนิดที่ 2 (Basset function) ใช้ในการแก้ปัญหาวิศวกรรมและคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับสมการเชิงอนุพันธ์
=BESSELK(x, n)
ฟังก์ชัน BESSELY ส่งกลับค่าฟังก์ชันเบสเซล Yn(x) ชนิดที่ 2 (Neumann function หรือ Weber function) ซึ่งใช้ในการคำนวณปัญหาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=BESSELY(x, n)
แปลงเลขฐานสอง (Binary) ที่มีได้สูงสุด 10 บิตเป็นเลขฐานสิบ (Decimal) โดยสนับสนุนเลขลบผ่าน two's complement
=BIN2DEC(number)
BIN2HEX แปลงเลขฐานสอง (Binary) เป็นเลขฐานสิบหก (Hexadecimal) ให้ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการแปลงระหว่างระบบตัวเลขที่ต่างกัน
=BIN2HEX(number, [places])
ฟังก์ชั่นที่แปลงเลขฐานสอง (Binary) เป็นเลขฐานแปด (Octal) โดยรองรับการเติมศูนย์นำหน้า
=BIN2OCT(number, [places])
BITAND ใช้เปรียบเทียบเลข 2 ตัวในระดับบิต (bit-by-bit comparison) ผลลัพธ์จะเป็น 1 ก็ต่อเมื่อตำแหน่งบิตนั้น 'เป็น 1 ทั้งคู่' เท่านั้น
=BITAND(number1, number2)
เลื่อนบิตไปทางซ้ายของตัวเลข ซึ่งเทียบเท่ากับการคูณด้วย 2 สำหรับแต่ละการเลื่อน เป็นการดำเนินการแบบ bitwise ที่ใช้ในการคำนวณและการประมวลผลบิต
=BITLSHIFT(number, shift_amount)
ฟังก์ชัน BITOR ใช้สำหรับหาค่า Bitwise OR ของตัวเลขสองจำนวน โดยผลลัพธ์จะเป็น 1 เมื่อบิตใดบิตหนึ่งเป็น 1 ส่วน 0 เมื่อบิตทั้งสองเป็น 0
=BITOR(number1, number2)
เลื่อนบิตตัวเลขไปทางขวา โดยการเลื่อน 1 ครั้งเท่ากับหารด้วย 2 แล้วปัดเศษทิ้ง ใช้สำหรับการดำเนินการบิตเวลจำนวนเต็ม
=BITRSHIFT(number, shift_amount)
เปรียบเทียบบิตของตัวเลขสองจำนวน ถ้าบิตต่างกันได้ 1 ถ้าเหมือนได้ 0 ใช้สำหรับงานจัดการบิต ตรวจสอบความต่าง และ toggle ค่า
=BITXOR(number1, number2)
สร้างจำนวนเชิงซ้อน (Complex Number) ในรูป "x + yi"
=COMPLEX(real_num, i_num, [suffix])
แปลงตัวเลขจากหน่วยวัดหนึ่งไปยังอีกหน่วยหนึ่ง เช่น เมตร เป็น ฟุต, องศาเซลเซียส เป็น ฟาเรนไฮต์, กิโลกรัม เป็น ปอนด์
=CONVERT(number, from_unit, to_unit)
แปลงตัวเลขทศนิยม (ฐาน 10) เป็นตัวเลขฐานสอง (ฐาน 2) สำหรับการทำงานกับระบบเลขฐานสองที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมและอิเล็กทรอนิกส์
=DEC2BIN(number, [places])
ฟังก์ชัน DEC2HEX ใน Excel ใช้สำหรับแปลงเลขฐานสิบ (Decimal) เป็นเลขฐานสิบหก (Hexadecimal) ซึ่งมักใช้ในการเขียนโปรแกรม การกำหนดสีในเว็บ (RGB/Hex code) และระบบคอมพิวเตอร์.
=DEC2HEX(number, [places])
ฟังก์ชัน DEC2OCT ใน Excel ใช้สำหรับแปลงเลขฐานสิบ (Decimal) ที่ระบุให้เป็นเลขฐานแปด (Octal) มีประโยชน์ในการทำงานกับการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับระบบเลขฐานต่างๆ เช่น ในด้านคอมพิวเตอร์หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล.
=DEC2OCT(number, [places])
ทดสอบว่าตัวเลขสองจำนวนเท่ากันหรือไม่ โดยคืนค่า 1 ถ้าเท่ากัน และ 0 ถ้าไม่เท่ากัน (Kronecker Delta Function)
=DELTA(number1, [number2])
ส่งกลับค่าฟังก์ชัน Error function
=ERF(lower_limit, [upper_limit])
ฟังก์ชัน ERF.PRECISE ใช้คำนวณค่า Error Function ที่บูรณาการตั้งแต่ 0 ถึงค่าที่ระบุ ใช้ในการวิเคราะห์สถิติและฟิสิกส์ โดยเป็นรุ่นที่แม่นยำกว่าของ ERF().
=ERF.PRECISE(lower_limit)
ส่งกลับค่าฟังก์ชัน Complementary Error function
=ERFC(x)
ERFC.PRECISE คำนวณค่า Complementary Error Function ที่จุด x โดยใช้ความแม่นยำสูง สำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติและความน่าจะเป็น
=ERFC.PRECISE(x)
ตรวจสอบว่าตัวเลขมากกว่าหรือเท่ากับค่าเกณฑ์หรือไม่ คืนค่า 1 (จริง) หรือ 0 (เท็จ)
=GESTEP(number, [step])
แปลงเลขฐานสิบหกเป็นเลขฐานสอง
=HEX2BIN(number, [places])
แปลงเลขฐานสิบหกเป็นเลขฐานสิบ
=HEX2DEC(number)
ฟังก์ชัน HEX2OCT แปลงเลขฐานสิบหก (hexadecimal) เป็นเลขฐานแปด (octal) โดยรองรับค่าลบและการระบุจำนวนหลัก
=HEX2OCT(number, [places])
หาค่าสัมบูรณ์ (Modulus) ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMABS(inumber)
ส่งกลับสัมประสิทธิ์จินตภาพของจำนวนเชิงซ้อน
=IMAGINARY(inumber)
ส่งกลับอาร์กิวเมนต์ (Theta) ของจำนวนเชิงซ้อน ซึ่งแสดงมุมของตำแหน่งจำนวนเชิงซ้อนในระนาบเชิงซ้อน
=IMARGUMENT(inumber)
ส่งกลับสังยุค (Conjugate) ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCONJUGATE(inumber)
หาค่า Cosine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCOS(inumber)
หาค่า Hyperbolic Cosine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCOSH(inumber)
หาค่า Cotangent ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCOT(inumber)
หาค่า Cosecant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCSC(inumber)
หาค่า Hyperbolic Cosecant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCSCH(inumber)
หารจำนวนเชิงซ้อนสองจำนวน
=IMDIV(inumber1, inumber2)
หาค่า Exponential ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMEXP(inumber)
หาค่า Natural Logarithm ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMLN(inumber)
หาค่า Logarithm ฐาน 10 ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMLOG10(inumber)
หาค่า Logarithm ฐาน 2 ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMLOG2(inumber)
ฟังก์ชัน IMPOWER ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าจำนวนเชิงซ้อนที่ถูกยกกำลังด้วยเลขจำนวนเต็มที่ระบุ โดยส่งกลับค่าจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นผลลัพธ์ เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเชิงซ้อน.
=IMPOWER(inumber, number)
คูณจำนวนเชิงซ้อนหลายจำนวนเข้าด้วยกัน
=IMPRODUCT(inumber1, [inumber2], ...)
ส่งกลับสัมประสิทธิ์จำนวนจริงของจำนวนเชิงซ้อน
=IMREAL(inumber)
หาค่า Secant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSEC(inumber)
หาค่า Hyperbolic Secant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSECH(inumber)
หาค่า Sine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSIN(inumber)
หาค่า Hyperbolic Sine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSINH(inumber)
หาค่ารากที่สองของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSQRT(inumber)
ฟังก์ชัน IMSUB ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณผลต่างของจำนวนเชิงซ้อนสองจำนวน โดยส่งกลับค่าจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นผลลัพธ์ของการลบ เหมาะสำหรับการคำนวณทางวิศวกรรม ฟิสิกส์ หรือคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเชิงซ้อน.
=IMSUB(inumber1, inumber2)
IMSUM ใช้บวกจำนวนเชิงซ้อน (complex number) หลายจำนวนที่อยู่ในรูปข้อความ เช่น "3+4i" หรือ "5-2i" เหมาะกับงานวิศวกรรม/ไฟฟ้า/สัญญาณ ที่ต้องคำนวณจำนวนเชิงซ้อนในตาราง Excel
=IMSUM(inumber1, [inumber2], ...)