TBILLEQ แปลง Discount Rate ของตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) เป็น Bond-Equivalent Yield เพื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรทั่วไป
Syntax
=TBILLEQ(settlement, maturity, discount)
TBILLEQ แปลง Discount Rate ของตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) เป็น Bond-Equivalent Yield เพื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรทั่วไป
=TBILLEQ(settlement, maturity, discount)
TBILLPRICE คำนวณราคาตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ต่อมูลค่า $100 จากอัตราส่วนลด
=TBILLPRICE(settlement, maturity, discount)
TBILLYIELD คำนวณผลตอบแทน (Yield) ของตั๋วเงินคลังในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยอ้างอิงจากวันซื้อ วันครบกำหนด และราคาซื้อ
=TBILLYIELD(settlement, maturity, pr)
ฟังก์ชัน TDIST ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Student's t-distribution ซึ่งมักใช้ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติเมื่อขนาดตัวอย่างมีน้อยและไม่ทราบค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและถูกแทนที่ด้วย T.DIST และ T.DIST.2T.
=TDIST(x, deg_freedom, tails)
TEXT ใช้รหัสรูปแบบ (Format Codes) เช่น "dd/mm/yyyy" สำหรับวันที่ หรือ "#,##0.00" สำหรับตัวเลขมีทศนิยม ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นข้อความ (Text) เสมอ ไม่สามารถนำไปคำนวณต่อได้
=TEXT(value, format_text)
TEXTAFTER ดึงข้อความหลังจากตัวคั่นที่ระบุ รองรับการเลือกลำดับตัวคั่น (instance_num) การค้นหาแบบ case-insensitive (match_mode) และค่า default เมื่อไม่พบ (if_not_found) ทำให้แยกข้อมูลได้ง่ายกว่า MID+FIND ใช้คู่กับ TEXTBEFORE TEXTSPLIT
=TEXTAFTER(text, delimiter, [instance_num], [match_mode], [match_end], [if_not_found])
TEXTBEFORE ดึงข้อความก่อนหน้าตัวคั่นที่ระบุ รองรับการเลือกลำดับตัวคั่น (instance_num) การค้นหาแบบ case-insensitive (match_mode) และค่า default เมื่อไม่พบ (if_not_found) ทำให้แยกข้อมูลได้ง่ายกว่า LEFT+FIND ใช้คู่กับ TEXTAFTER TEXTSPLIT
=TEXTBEFORE(text, delimiter, [instance_num], [match_mode], [match_end], [if_not_found])
TEXTJOIN ช่วยรวมข้อความจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันเป็นข้อความเดียว โดยมีตัวคั่นคั่นระหว่างข้อความแต่ละส่วน เช่น คอมม่า เครื่องหมายขีด หรือการขึ้นบรรทัดใหม่.สามารถนำมาใช้กับข้อความที่อยู่ในเซลล์เดี่ยวๆ หรือช่วงเซลล์ (Range) ก็ได้ และสามารถเลือกข้ามเซลล์ว่างได้ด้วยพารามิเตอร์ ignore_empty ทำให้ไม่ต้องมาจัดการเซลล์ว่างด้วยตนเอง 💡
=TEXTJOIN(delimiter, ignore_empty, text1, [text2], ...)
TEXTSPLIT เป็นฟังก์ชัน Dynamic Array ที่ช่วยแยกข้อความในเซลล์ออกเป็นอาร์เรย์ของค่า (Spill) ตามตัวคั่นที่ระบุ สามารถแยกข้อมูลออกไปทางขวา (คอลัมน์) หรือลงด้านล่าง (แถว) หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน เหมาะสำหรับการจัดการข้อมูลนำเข้าที่รวมกันอยู่ในเซลล์เดียว
=TEXTSPLIT(text, col_delimiter, [row_delimiter], [ignore_empty], [match_mode], [pad_with])
TIME สร้างค่าเวลา (Time Serial) จากส่วนประกอบ ชั่วโมง นาที และวินาที แตกต่างจาก TIMEVALUE ที่อ่านเวลาจากข้อความ TIME ใช้ตัวเลขแยกจากกัน มีประโยชน์สำหรับการสร้างเวลาแบบไดนามิก
=TIME(hour, minute, second)
TIMEVALUE แปลงข้อความเวลาให้เป็น serial number (ค่าทศนิยม 0-0.999…) รองรับรูปแบบ 12 ชั่วโมง (AM/PM) และ 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับแปลงเวลาที่ Import มาจากระบบอื่น
=TIMEVALUE(time_text)
หาค่าผกผันของการแจกแจงแบบ t สองหาง (เก่า)
=TINV(probability, deg_freedom)
TOCOL ช่วย "ตบ" ข้อมูลจากตารางหลายมิติให้มาเรียงต่อกันเป็นคอลัมน์เดียว สามารถเลือกวิธีเรียงลำดับได้ว่าจะอ่านจากซ้ายไปขวา (ทีละแถว) หรือบนลงล่าง (ทีละคอลัมน์) และยังมี Option ให้กรองช่องว่างหรือ Error ทิ้งไปโดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับการเตรียมข้อมูล (Data Preparation)
=TOCOL(array, [ignore], [scan_by_column])
TODAY คืนค่า Serial Number ของวันที่ปัจจุบันตามเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเวลาจะเป็น 0:00:00 เสมอ.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้เป็นประเภท Volatile ที่จะคำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีท ที่ต้องระวังคือไม่เหมาะกับการบันทึกวันที่ทำรายการ (Transaction Date) ที่ต้องการให้คงที่ครับ เพราะมันจะเปลี่ยนทุกครั้งที่เปิดไฟล์
=TODAY()
TOROW ช่วยแปลงข้อมูลจากตารางหลายมิติให้มาเรียงต่อกันเป็นแถวเดียว (แนวนอน) สามารถเลือกวิธีเรียงลำดับได้ว่าจะอ่านจากซ้ายไปขวา (ทีละแถว) หรือบนลงล่าง (ทีละคอลัมน์) และเลือกข้ามช่องว่างหรือ Error ได้เหมือน TOCOL
=TOROW(array, [ignore], [scan_by_column])
สลับแกนของตารางข้อมูล เปลี่ยนแถวเป็นคอลัมน์และคอลัมน์เป็นแถว ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลให้เหมาะกับการวิเคราะห์และนำเสนอ
=TRANSPOSE(array)
TREND ใช้หา linear regression line (เส้นตรงที่ลดความเบี่ยงเบนของข้อมูล) เพื่อพยากรณ์ค่า Y ในอนาคตจากข้อมูลเดิม หรือสร้างค่า fitted line สำหรับกราฟแนวโน้ม
=TREND(known_y's, [known_x's], [new_x's], [const])
TRIM ลบช่องว่างที่ด้านหน้า ด้านหลัง และลดช่องว่างระหว่างคำให้เหลือเพียงเคาะเดียว เหมาะสำหรับทำความสะอาดข้อมูลที่ Copy จากเว็บหรือระบบอื่น
=TRIM(text)
หาค่าเฉลี่ยโดยตัดค่าหัวท้ายออกตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เหมาะสำหรับข้อมูลที่มี Outliers
=TRIMMEAN(array, percent)
TRUE คืนค่าบูลีน TRUE ซึ่งมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 ใช้เป็น fundamental building block ในการสร้าง logical formulas ร่วมกับ IF, AND, OR, NOT.ใน Excel สมัยใหม่สามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแปลง Boolean เป็นตัวเลข และการสร้าง formula switches นะครับ
=TRUE()
ตัดส่วนทศนิยมออกไปเลยโดยไม่ปัดเศษ เหลือแต่ตัวเลขที่คุณต้องการจำนวนหลักเท่านั้น
=TRUNC(number, [num_digits])
ส่งกลับค่าความน่าจะเป็นของ t-test (เก่า)
=TTEST(array1, array2, tails, type)
TYPE ส่งกลับตัวเลข (1-128) ที่ระบุชนิดของข้อมูล เช่น ตัวเลข ข้อความ ค่าตรรกะ หรือข้อผิดพลาด
=TYPE(value)
ส่งกลับตัวอักษร Unicode จากรหัสตัวเลข ใช้สร้างสัญลักษณ์พิเศษ emoji และตัวอักษรจากหลากหลายภาษา
=UNICHAR(number)
ส่งกลับรหัส Unicode ของตัวอักษรตัวแรก เป็นฟังก์ชันคู่กับ UNICHAR
=UNICODE(text)
UNIQUE เป็น Dynamic Array Function ที่คืนค่าที่ไม่ซ้ำจาก Array โดยสามารถตรวจซ้ำตามแถวหรือคอลัมน์ (by_col) และเลือกคืนเฉพาะค่าที่พบครั้งเดียว (exactly_once) ผลลัพธ์เป็น Spill Range ที่อัปเดตอัตโนมัติ ใช้ร่วมกับ SORT FILTER COUNTIF เพื่อสร้างรายงานไดนามิกและ dropdown ที่อัปเดตเอง
=UNIQUE(array, [by_col], [exactly_once])
UPPER เปลี่ยนข้อความให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (เช่น "excel" -> "EXCEL") มักใช้ในการจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อนนำไปเปรียบเทียบหรือค้นหา (Lookup)
=UPPER(text)
VALUE แปลงข้อความที่มีลักษณะเป็นตัวเลขให้เป็นตัวเลขจริงที่คำนวณได้ รองรับรูปแบบตัวเลข วันที่ เวลา เปอร์เซ็นต์ และสกุลเงิน
=VALUE(text)
แปลงค่าใดๆ (ตัวเลข, วันที่, อาร์เรย์, หรือแม้กระทั่ง Error) ให้เป็นข้อความเพื่อใช้งานได้จริง
=VALUETOTEXT(value, [format])
VAR คำนวณความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (sample variance) โดยใช้สูตร n-1 ในตัวส่วน ปัจจุบัน Microsoft แนะนำให้ใช้ VAR.S แทน ซึ่งให้ผลลัพธ์เหมือนกันแต่ชื่อชัดเจนกว่า
=VAR(number1, [number2], ...)
VAR.P คำนวณความแปรปรวน (variance) ของประชากรทั้งหมด ต่างจาก VAR.S ที่ใช้สำหรับตัวอย่าง
=VAR.P(number1, [number2], ...)
VAR.S ใช้หาค่าความแปรปรวน (Variance) ของกลุ่มตัวอย่าง เหมาะสำหรับข้อมูลที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรใหญ่
=VAR.S(number1, [number2], ...)
VARA ใช้คำนวณความแปรปรวน (variance) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยจะนับข้อความเป็น 0 และ TRUE เป็น 1 ซึ่งต่างจาก VAR.S ที่จะข้ามข้อมูลเหล่านี้ไป
=VARA(value1, [value2], ...)
หาค่าความแปรปรวนของประชากร (เก่า)
=VARP(number1, [number2], ...)
VARPA คำนวณความแปรปรวน (Variance) ของประชากรทั้งหมด โดยรวมข้อความและค่าตรรกะด้วย นั่นคือข้อความจะนับเป็น 0 TRUE เป็น 1 FALSE เป็น 0
=VARPA(value1, [value2], ...)
VDB คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์สำหรับงวดใดๆ ที่ระบุ รวมทั้งงวดบางส่วน โดยใช้วิธี Double-Declining Balance หรือวิธีอื่นๆ ที่คุณกำหนด
=VDB(cost, salvage, life, start_period, end_period, [factor], [no_switch])
VLOOKUP เป็นฟังก์ชันค้นหาแนวตั้งที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน Excel โดยค้นหาค่าที่ต้องการในคอลัมน์ซ้ายสุดของตาราง จากนั้นดึงข้อมูลจากคอลัมน์ที่ระบุในแถวเดียวกัน รองรับทั้งการค้นหาแบบตรงทุกตัวอักษร (Exact Match) และแบบประมาณค่า (Approximate Match) สำหรับข้อมูลที่เรียงลำดับ ข้อจำกัดหลักคือต้องค้นหาจากคอลัมน์ซ้ายสุดเท่านั้น ไม่สามารถดึงข้อมูลจากด้านซ้ายของคอลัมน์ค้นหาได้
=VLOOKUP(lookup_value, table_array, col_index_num, [range_lookup])
VSTACK เป็นฟังก์ชัน Dynamic Array ที่ใช้รวมข้อมูลจากหลายช่วงเข้าด้วยกันโดยนำมาเรียงต่อกันในแนวตั้ง (ต่อท้ายลงไปด้านล่าง) หากช่วงข้อมูลที่นำมารวมมีจำนวนคอลัมน์ไม่เท่ากัน VSTACK จะเติมค่า #N/A ในส่วนที่ขาดหายไปให้โดยอัตโนมัติ
=VSTACK(array1, [array2], ...)
WEBSERVICE ส่งคำขอ GET ไปยัง URL ของ web service (API) บนอินเทอร์เน็ตหรือ Intranet และส่งกลับข้อมูลที่ได้รับ ใช้เพื่อดึงข้อมูลแบบ real-time เช่น ราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน ข้อมูลสภาพอากาศ โดยปกติใช้ร่วมกับ FILTERXML เพื่อแยกข้อมูลที่ต้องการจากผลลัพธ์ XML และกับ ENCODEURL เพื่อเข้ารหัส URL ให้ปลอดภัย
=WEBSERVICE(url)
WEEKDAY คืนค่าตัวเลข 1 ถึง 7 ซึ่งแทนวันในสัปดาห์ โดยเราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้วันไหนเป็นวันแรกของสัปดาห์ (return_type) ค่าเริ่มต้นคือ วันอาทิตย์ = 1 แต่ที่นิยมใช้ในไทยมักจะเป็นแบบ วันจันทร์ = 1
=WEEKDAY(serial_number, [return_type])
WEEKNUM คืนค่าหมายเลขสัปดาห์ของปี (1-54) นับจากวันที่ 1 ม.ค. เป็นสัปดาห์ที่ 1 รองรับการเลือกวันเริ่มต้นสัปดาห์ด้วย return_type ใช้จัดกลุ่มข้อมูลตามสัปดาห์หรือสร้างรายงานรายสัปดาห์
=WEEKNUM(serial_number, [return_type])
ฟังก์ชัน WEIBULL ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Weibull (Weibull Distribution) สำหรับค่าที่ระบุ โดยใช้พารามิเตอร์ Alpha และ Beta ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและถูกแทนที่ด้วย WEIBULL.DIST.
=WEIBULL(x, alpha, beta, cumulative)
WEIBULL.DIST ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Weibull สำหรับการวิเคราะห์ความเสี่ยงและอายุการใช้งานของอุปกรณ์
=WEIBULL.DIST(x, alpha, beta, cumulative)
WORKDAY คำนวณวันที่ทำงานที่อยู่ถัดไป/ย้อนหลังจากวันที่เริ่มต้น โดยหักวันหยุดสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) และวันหยุดพิเศษที่ระบุออก
=WORKDAY(start_date, days, [holidays])
คำนวณหาวันที่หลังจากนับไป n วันทำการ โดยสามารถกำหนดว่าวันไหนเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ (เหมาะสำหรับการค้นหาวันกำหนด deadline, วันนัดหมาย, วันส่งมอบสินค้า ในประเทศต่างๆ ที่มีวันทำงานแตกต่างกัน) รองรับทั้งรูปแบบตัวเลข (1-7, 11-17) และรูปแบบข้อความ (7 ตัวอักษร) สำหรับความยืดหยุ่นสูงสุด
=WORKDAY.INTL(start_date, days, [weekend], [holidays])
WRAPCOLS ห่อ (wrap) ข้อมูล 1 มิติให้กลายเป็นตาราง 2 มิติ โดยเรียงข้อมูลจากบนลงล่างในแต่ละคอลัมน์ เมื่อครบ wrap_count แถวจะขึ้นคอลัมน์ใหม่ รองรับ padding เมื่อข้อมูลไม่พอดี ใช้คู่กับ WRAPROWS TOCOL TOROW เพื่อ reshape ข้อมูล
=WRAPCOLS(vector, wrap_count, [pad_with])
WRAPROWS ห่อ (wrap) ข้อมูล 1 มิติให้กลายเป็นตาราง 2 มิติ โดยเรียงข้อมูลจากซ้ายไปขวาในแต่ละแถว เมื่อครบ wrap_count คอลัมน์จะขึ้นแถวใหม่ รองรับ padding เมื่อข้อมูลไม่พอดี ใช้คู่กับ WRAPCOLS TOCOL TOROW เพื่อ reshape ข้อมูล
=WRAPROWS(vector, wrap_count, [pad_with])
XIRR ใช้คำนวณอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สำหรับกระแสเงินสดที่ไม่เป็นงวด ต่างจาก IRR ที่ต้องการการชำระเงินเป็นงวดสม่ำเสมอ
=XIRR(values, dates, [guess])
ฟังก์ชัน XLOOKUP ใช้สำหรับค้นหาข้อมูลในตารางทั้งแนวตั้งและแนวนอน มีความยืดหยุ่นสูงกว่า VLOOKUP โดยสามารถค้นหาจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย และกำหนดค่าเริ่มต้นเมื่อไม่พบข้อมูลได้
=XLOOKUP(lookup_value, lookup_array, return_array, [if_not_found], [match_mode], [search_mode])
XMATCH คืนค่าตำแหน่งของข้อมูลที่ค้นหาในช่วงหรืออาร์เรย์ ถือเป็นฟังก์ชันรุ่นใหม่ที่ Microsoft พัฒนามาแก้จุดอ่อนของ MATCH โดยเฉพาะเรื่องค่า Default ที่เป็น Exact Match แทน Approximate Match ทำให้ใช้ง่ายและปลอดภัยกว่ามาก นอกจากนี้ยังรองรับการค้นหาย้อนกลับ Binary Search สำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ และการค้นหาแบบ Wildcard ทำให้ยืดหยุ่นกว่า MATCH เดิมหลายเท่า
=XMATCH(lookup_value, lookup_array, [match_mode], [search_mode])