Thep Excel

511 functions

SEARCH ค้นหาตำแหน่งของคำที่ต้องการในข้อความหลัก ถ้าเจอจะคืนค่าเป็นตัวเลขตำแหน่งที่พบ ถ้าไม่เจอจะคืนค่า #VALUE! ฟังก์ชันนี้ต่างจาก FIND ตรงที่ไม่แยกแยะตัวพิมพ์ (A=a) และสามารถใช้เครื่องหมาย * หรือ ? ในการค้นหาได้

Syntax
=SEARCH(find_text, within_text, [start_num])

ฟังก์ชัน SECH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Secant ของมุม โดยค่า Hyperbolic Secant (sech) คือส่วนกลับของ Hyperbolic Cosine ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูงและวิศวกรรม.

Syntax
=SECH(number)

SEQUENCE สร้างอาร์เรย์ของตัวเลขเรียงลำดับตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถสร้างได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือเป็นตาราง 2 มิติ เป็นฟังก์ชัน Dynamic Array ที่ผลลัพธ์จะ Spill ไปยังเซลล์ข้างเคียงโดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับสร้าง Running Number, ตารางสูตรคูณ, หรือวันที่เรียงต่อเนื่อง

Syntax
=SEQUENCE(rows, [columns], [start], [step])

SERIESSUM คำนวณผลรวมของอนุกรมกำลัง (Power Series) โดยใช้ค่า x กำลังต่างๆ กับสัมประสิทธิ์ ใช้ในการประมาณค่า sine, cosine, exponential และอื่นๆ

Syntax
=SERIESSUM(x, n, m, coefficients)

ฟังก์ชัน SIN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Sine ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์.

Syntax
=SIN(number)

ฟังก์ชัน SINH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Sine ของมุม โดยค่า Hyperbolic Sine (sinh) คือฟังก์ชันที่คล้ายกับฟังก์ชัน Sine แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลาแทนวงกลม เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูงและวิศวกรรม.

Syntax
=SINH(number)

คำนวณความชันของเส้นถดถอยเชิงเส้น ซึ่งบอกให้รู้ว่าค่า Y เปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหนเมื่อค่า X เพิ่มขึ้น ใช้สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูล

Syntax
=SLOPE(known_y's, known_x's)

SMALL คืนค่าตัวเลขที่น้อยที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MIN ถ้า k=n จะได้ค่าที่มากที่สุด (MAX) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Bottom N ออกมาวิเคราะห์

Syntax
=SMALL(array, k)

SORT เป็น Dynamic Array Function ที่เรียงลำดับข้อมูลจาก Array แล้ว return เป็น Spill Range ใหม่โดยไม่แก้ไขข้อมูลต้นฉบับ รองรับการเรียงตามคอลัมน์ที่ต้องการ (sort_index) ทั้งจากน้อยไปมาก (1) และมากไปน้อย (-1) รวมถึงเรียงแนวนอน (by_col=TRUE) ต่างจาก SORTBY ที่ใช้คอลัมน์ภายนอกเป็นเกณฑ์

Syntax
=SORT(array, [sort_index], [sort_order], [by_col])

SORTBY เรียงลำดับข้อมูลตาม Array อื่นที่กำหนด รองรับหลายระดับการเรียง (multi-level) และสามารถกำหนดลำดับเอง (custom sort order) ด้วย XMATCH ต่างจาก SORT ที่เรียงตามคอลัมน์ภายในตัวเอง SORTBY ใช้คอลัมน์ภายนอกเป็นเกณฑ์ได้

Syntax
=SORTBY(array, by_array1, [sort_order1], [by_array2, sort_order2], ...)

STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้

Syntax
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)

STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด

Syntax
=STDEV.S(number1, [number2], ...)

STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)

Syntax
=STDEVA(value1, [value2], ...)

STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ

Syntax
=STDEVPA(value1, [value2], ...)

SUBSTITUTE จะค้นหาคำเก่า (old_text) ในข้อความ แล้วแทนที่ด้วยคำใหม่ (new_text) โดยจะแยกแยะตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ (Case-sensitive) สามารถเลือกได้ว่าจะแทนที่ทุกคำที่เจอ หรือแทนที่เฉพาะลำดับที่ระบุ (เช่น เปลี่ยนเฉพาะคำแรก)

Syntax
=SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])

SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel

Syntax
=SUM(number1, [number2], ...)

SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ

Syntax
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])

SUMIFS บวกค่าจาก sum_range เฉพาะแถวที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อพร้อมกัน (AND logic) รองรับได้สูงสุด 127 คู่เงื่อนไข สามารถใช้ comparison operators (>, =, <=, ), wildcard characters (*, ?), และ cell references ใน criteria ได้ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ multi-dimensional filtering เช่น รายงานยอดขายตามภูมิภาค ช่วงเวลา และสถานะพร้อมกัน โดยไม่ต้องใช้ helper columns หรือฟังก์ชันซ้อนซับซ้อน

Syntax
=SUMIFS(sum_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)

SUMX2MY2 คำนวณผลรวมของผลต่างกำลังสอง (x² – y²) จากสองช่วงข้อมูล เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบสถิติและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูลคู่

Syntax
=SUMX2MY2(array_x, array_y)

SWITCH ประเมินนิพจน์หรือค่าหนึ่งค่า แล้วเปรียบเทียบกับรายการค่าที่กำหนดตามลำดับ เมื่อพบค่าที่ตรงกันจะส่งคืนผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงทันที หากไม่ตรงกับค่าใดเลยสามารถกำหนด default value ได้ เหมาะสำหรับแทนที่ nested IF หลายชั้นด้วยไวยากรณ์ที่อ่านง่ายกว่ามาก

Syntax
=SWITCH(expression, value1, result1, [value2, result2], ..., [default])

ฟังก์ชัน SYD ใช้คำนวณค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์โดยใช้วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-Years' Digits) ซึ่งเป็นวิธีการเสื่อมราคาแบบเร่งที่ให้ค่าเสื่อมมากในปีแรกและลดลงทีละน้อยตามที่สินทรัพย์เก่าลง

Syntax
=SYD(cost, salvage, life, per)

T.DIST หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ t (Student's t-distribution) หางซ้าย ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐานกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก

Syntax
=T.DIST(x, deg_freedom, cumulative)

ฟังก์ชัน T.DIST.RT ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจง t-distribution ทางด้านขวา (right-tailed) สำหรับการทดสอบสมมติฐานด้วยตัวอย่างขนาดเล็ก

Syntax
=T.DIST.RT(x, deg_freedom)

T.INV ใช้หาค่า t-value จากความน่าจะเป็นและองศาอิสระ ฟังก์ชันนี้ช่วยสร้างช่วงความเชื่อมั่น (confidence interval) หรือทดสอบสมมติฐาน โดยทำงานกับหางซ้ายของการแจกแจง t

Syntax
=T.INV(probability, deg_freedom)

TAKE ช่วยตัดข้อมูลบางส่วนออกมาใช้งาน โดยระบุจำนวนที่ต้องการ ถ้าใส่เลขบวกจะดึงจากจุดเริ่มต้น (บน/ซ้าย) ถ้าใส่เลขลบจะดึงจากจุดสิ้นสุด (ล่าง/ขวา) คล้ายกับคำสั่ง LIMIT หรือ TOP/BOTTOM ใน Database

Syntax
=TAKE(array, rows, [columns])

ฟังก์ชัน TAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Tangent ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม

Syntax
=TAN(number)

ฟังก์ชัน TANH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Tangent ของจำนวนจริง โดยค่า Hyperbolic Tangent (tanh) คือฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันตรีโกณมิติ แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลา เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูง.

Syntax
=TANH(number)