ฟังก์ชัน GCD หาค่าตัวหารร่วมมากที่สุด (Greatest Common Divisor) ของจำนวนเต็มตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการลดทอนเศษส่วนและการแยกตัวประกอบ
Syntax
=GCD(number1, [number2], ...)
ฟังก์ชัน GCD หาค่าตัวหารร่วมมากที่สุด (Greatest Common Divisor) ของจำนวนเต็มตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการลดทอนเศษส่วนและการแยกตัวประกอบ
=GCD(number1, [number2], ...)
GEOMEAN หาค่าเฉลี่ยเรขาคณิต (Geometric Mean) ของชุดข้อมูล ใช้ได้ดีกับข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เช่น อัตราการเติบโต ผลตอบแทน หรือความเสี่ยง
=GEOMEAN(number1, [number2], ...)
ตรวจสอบว่าตัวเลขมากกว่าหรือเท่ากับค่าเกณฑ์หรือไม่ คืนค่า 1 (จริง) หรือ 0 (เท็จ)
=GESTEP(number, [step])
ฟังก์ชัน GETPIVOTDATA ใช้สำหรับดึงข้อมูลเฉพาะเจาะจงจาก PivotTable โดยอ้างอิงจากชื่อฟิลด์และเงื่อนไขที่กำหนด แทนที่จะใช้การอ้างอิงเซลล์โดยตรงข้อดีของฟังก์ชันนี้คือจะดึงข้อมูลตามโครงสร้างของ PivotTable ไม่ใช่ตำแหน่งเซลล์ ทำให้สูตรยังคงทำงานได้ถูกต้องแม้ว่า PivotTable จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือการจัดเรียงข้อมูล เหมาะสำหรับการสร้างรายงานแบบไดนามิกและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการความแม่นยำสูง
=GETPIVOTDATA(data_field, pivot_table, [field1, item1, field2, item2], ...)
GROUPBY เป็นฟังก์ชันใหม่ใน Excel 365 ที่ใช้จัดกลุ่มข้อมูลและคำนวณผลสรุป (เช่น SUM, COUNT, AVERAGE) ตามกลุ่มนั้นๆ คล้ายกับการทำงานของ Pivot Table แต่ยืดหยุ่นกว่าเพราะเป็นสูตร สามารถกำหนดหัวตาราง ผลรวมย่อย และการเรียงลำดับได้ในตัว
=GROUPBY(row_fields, values, function, [field_headers], [total_depth], [sort_order], [filter_array], [field_relationship])
GROWTH พยากรณ์การเติบโตแบบ Exponential จากข้อมูลในอดีต โดยใช้สูตร y = b*m^x แทนการเรียงแบบเส้นตรง
=GROWTH(known_y's, [known_x's], [new_x's], [const])
ฟังก์ชัน HARMEAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิก (Harmonic Mean) ของชุดข้อมูลตัวเลข ซึ่งเหมาะสำหรับหาค่าเฉลี่ยของอัตราส่วน เช่น ความเร็วเฉลี่ย อัตราผลตอบแทน หรือกำลังโหลด
=HARMEAN(number1, [number2], ...)
แปลงเลขฐานสิบหกเป็นเลขฐานสอง
=HEX2BIN(number, [places])
แปลงเลขฐานสิบหกเป็นเลขฐานสิบ
=HEX2DEC(number)
ฟังก์ชัน HEX2OCT แปลงเลขฐานสิบหก (hexadecimal) เป็นเลขฐานแปด (octal) โดยรองรับค่าลบและการระบุจำนวนหลัก
=HEX2OCT(number, [places])
HLOOKUP ค้นหาข้อมูลจากแถวแรกของตาราง แล้วคืนค่าจากแถวที่ระบุ ตรงข้ามกับ VLOOKUP ที่ค้นหาแนวตั้ง เหมาะสำหรับตารางที่หัวข้อมูลเรียงแบบแนวนอน
=HLOOKUP(lookup_value, table_array, row_index_num, [range_lookup])
HOUR ดึงค่าชั่วโมง (0-23) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ MINUTE และ SECOND เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
=HOUR(serial_number)
HSTACK เป็นฟังก์ชัน Dynamic Array ที่ใช้รวมข้อมูลจากหลายช่วงเข้าด้วยกันโดยนำมาเรียงต่อกันในแนวนอน (ต่อท้ายไปทางขวา) หากช่วงข้อมูลที่นำมารวมมีจำนวนแถวไม่เท่ากัน HSTACK จะเติมค่า #N/A ในส่วนที่ขาดหายไปให้โดยอัตโนมัติ
=HSTACK(array1, [array2], ...)
HYPERLINK สร้างลิงก์ที่คลิกได้ไปยังเว็บไซต์ ไฟล์ เซลล์ใน Sheet อื่น หรืออีเมล สามารถกำหนดข้อความที่แสดงต่างจาก URL จริงได้
=HYPERLINK(link_location, [friendly_name])
HYPGEOM.DIST หาความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบไฮเพอร์จีโอเมทริก ใช้สำหรับสถานการณ์การสุ่มตัวอย่างจากประชากรจำกัดโดยไม่มีการใส่คืน
=HYPGEOM.DIST(sample_s, number_sample, population_s, number_pop, cumulative)
ฟังก์ชันเก่าที่คำนวณความน่าจะเป็นของการสุ่มตัวอย่างจากประชากรจำกัด โดยไม่มีการใส่คืน (Legacy function แนะนำให้ใช้ HYPGEOM.DIST แทน)
=HYPGEOMDIST(sample_s, number_sample, population_s, number_pop)
IF เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่ใช้ตัดสินใจสองทางตามเงื่อนไข ตรวจสอบว่าเงื่อนไขเป็น TRUE หรือ FALSE แล้วคืนค่าที่แตกต่างกันไปตามผลลัพธ์ สามารถใช้ได้กับการเปรียบเทียบตัวเลข ข้อความ หรือวันที่ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสูตรแบบมีเงื่อนไข
=IF(logical_test, value_if_true, [value_if_false])
IFERROR ช่วยดักจับ Error ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในสูตร (#N/A, #VALUE!, #REF!, #DIV/0!, #NUM!, #NAME?, #NULL!) แล้วเปลี่ยนเป็นค่าที่เราต้องการแทน.ที่เจ๋งคือมันช่วยให้รายงานและ Dashboard ดูสะอาด ไม่มี Error แสดงให้ผู้ใช้งานเห็น โดยถ้าสูตรไม่มี Error ก็จะ return ผลลัพธ์ปกติ.ส่วนตัวผมคิดว่าฟังก์ชันนี้เป็น "ตัวช่วยมหาเทพ" สำหรับคนทำรายงานเลยครับ 😎
=IFERROR(value, value_if_error)
IFNA เป็นฟังก์ชันที่ช่วยจัดการ #N/A errors โดยแทนค่าเป็นข้อความหรือค่าอื่นที่คุณกำหนด เหมาะสำหรับการค้นหาข้อมูลที่อาจไม่พบผลลัพธ์
=IFNA(value, value_if_na)
IFS ทดสอบหลายเงื่อนไขตามลำดับที่กำหนด และคืนค่าของเงื่อนไขแรกที่เป็น TRUE แล้วหยุดทำงานทันที โครงสร้างเป็นคู่ (เงื่อนไข, ผลลัพธ์) ซ้ำได้สูงสุด 127 คู่ ทำให้อ่านและเขียนง่ายกว่า Nested IF แบบซ้อนชั้น ควรใส่ TRUE เป็นเงื่อนไขสุดท้ายเพื่อกำหนดค่า default ป้องกัน #N/A error มีตั้งแต่ Excel 2019 และ Microsoft 365 เท่านั้น
=IFS(logical_test1, value_if_true1, [logical_test2, value_if_true2], ...)
หาค่าสัมบูรณ์ (Modulus) ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMABS(inumber)
IMAGE แสดงรูปภาพจาก URL ในเซลล์ Excel โดยรูปจะเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ สามารถกำหนดขนาด อัตราส่วน และ Alt Text ได้ เหมาะสำหรับสร้างรายการสินค้าหรือ Dashboard
=IMAGE(source, [alt_text], [sizing], [height], [width])
ส่งกลับสัมประสิทธิ์จินตภาพของจำนวนเชิงซ้อน
=IMAGINARY(inumber)
ส่งกลับอาร์กิวเมนต์ (Theta) ของจำนวนเชิงซ้อน ซึ่งแสดงมุมของตำแหน่งจำนวนเชิงซ้อนในระนาบเชิงซ้อน
=IMARGUMENT(inumber)
ส่งกลับสังยุค (Conjugate) ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCONJUGATE(inumber)
หาค่า Cosine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCOS(inumber)
หาค่า Hyperbolic Cosine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCOSH(inumber)
หาค่า Cotangent ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCOT(inumber)
หาค่า Cosecant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCSC(inumber)
หาค่า Hyperbolic Cosecant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMCSCH(inumber)
หารจำนวนเชิงซ้อนสองจำนวน
=IMDIV(inumber1, inumber2)
หาค่า Exponential ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMEXP(inumber)
หาค่า Natural Logarithm ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMLN(inumber)
หาค่า Logarithm ฐาน 10 ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMLOG10(inumber)
หาค่า Logarithm ฐาน 2 ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMLOG2(inumber)
ฟังก์ชัน IMPOWER ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าจำนวนเชิงซ้อนที่ถูกยกกำลังด้วยเลขจำนวนเต็มที่ระบุ โดยส่งกลับค่าจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นผลลัพธ์ เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเชิงซ้อน.
=IMPOWER(inumber, number)
คูณจำนวนเชิงซ้อนหลายจำนวนเข้าด้วยกัน
=IMPRODUCT(inumber1, [inumber2], ...)
ส่งกลับสัมประสิทธิ์จำนวนจริงของจำนวนเชิงซ้อน
=IMREAL(inumber)
หาค่า Secant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSEC(inumber)
หาค่า Hyperbolic Secant ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSECH(inumber)
หาค่า Sine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSIN(inumber)
หาค่า Hyperbolic Sine ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSINH(inumber)
หาค่ารากที่สองของจำนวนเชิงซ้อน
=IMSQRT(inumber)
ฟังก์ชัน IMSUB ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณผลต่างของจำนวนเชิงซ้อนสองจำนวน โดยส่งกลับค่าจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นผลลัพธ์ของการลบ เหมาะสำหรับการคำนวณทางวิศวกรรม ฟิสิกส์ หรือคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเชิงซ้อน.
=IMSUB(inumber1, inumber2)
IMSUM ใช้บวกจำนวนเชิงซ้อน (complex number) หลายจำนวนที่อยู่ในรูปข้อความ เช่น "3+4i" หรือ "5-2i" เหมาะกับงานวิศวกรรม/ไฟฟ้า/สัญญาณ ที่ต้องคำนวณจำนวนเชิงซ้อนในตาราง Excel
=IMSUM(inumber1, [inumber2], ...)
หาค่า Tangent ของจำนวนเชิงซ้อน
=IMTAN(inumber)
INDEX คืนค่าหรือ reference ของเซลล์จากตำแหน่งที่ระบุใน range หรือ array โดยอ้างอิงจากหมายเลขแถวและคอลัมน์ที่เราระบุ มักถูกใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อสร้าง INDEX-MATCH pattern ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP เยอะ เพราะสามารถดึงข้อมูลจากทิศทางไหนก็ได้ และไม่พังเมื่อมีการแทรกหรือลบคอลัมน์
=INDEX(array, row_num, [column_num])
INDIRECT แปลงข้อความเป็นการอ้างอิงเซลล์จริง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเซลล์ได้ไดนามิกโดยใช้ตัวเลขหรือชื่อเซลล์
=INDIRECT(ref_text, [a1])
ส่งกลับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบัน เช่น ระบบปฏิบัติการ รุ่น Excel และโหมดการคำนวณ
=INFO(type_text)
INT จะปัดตัวเลขลงไปยังจำนวนเต็มที่น้อยกว่าหรือเท่ากับตัวเลขนั้นเสมอ สำหรับจำนวนบวกจะเหมือนการตัดทศนิยมทิ้ง แต่สำหรับจำนวนลบจะปัดลงให้มีค่าติดลบมากขึ้น (เช่น -5.5 จะเป็น -6)
=INT(number)