RANDBETWEEN คืนค่าจำนวนเต็มสุ่มที่อยู่ระหว่างค่าต่ำสุดและสูงสุดที่ระบุ ใช้สำหรับจำลองข้อมูล สร้างรหัสสุ่ม หรือเลือกข้อมูลแบบสุ่ม
Syntax
=RANDBETWEEN(bottom, top)
RANDBETWEEN คืนค่าจำนวนเต็มสุ่มที่อยู่ระหว่างค่าต่ำสุดและสูงสุดที่ระบุ ใช้สำหรับจำลองข้อมูล สร้างรหัสสุ่ม หรือเลือกข้อมูลแบบสุ่ม
=RANDBETWEEN(bottom, top)
RANK จัดลำดับตัวเลขเทียบกับรายการข้อมูล คืนค่าอันดับ (1=สูงสุด/ต่ำสุด) เป็นเวอร์ชันเก่าที่ถูกแทนที่ด้วย RANK.EQ และ RANK.AVG แนะนำให้ใช้ RANK.EQ แทนในไฟล์ใหม่ เหมาะสำหรับจัดอันดับยอดขาย คะแนน หรือประสิทธิภาพ
=RANK(number, ref, [order])
RATE เป็นฟังก์ชันการเงินที่ใช้สำหรับคำนวณอัตราดอกเบี้ยต่องวด (Interest Rate Per Period) สำหรับเงินกู้หรือการลงทุนที่มีการชำระเงินเป็นงวดๆ ด้วยจำนวนเงินคงที่ เหมาะสำหรับวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนจากการให้กู้ยืมหรือการลงทุนในหลักทรัพย์
=RATE(nper, pmt, pv, [fv], [type], [guess])
RECEIVED คำนวณจำนวนเงินที่ได้รับเมื่อครบกำหนดของหลักทรัพย์ (เช่น พันธบัตร) ที่ซื้อในราคาลดหลั่น
=RECEIVED(settlement, maturity, investment, discount, [basis])
REGISTER.ID ลงทะเบียน DLL หรือทรัพยากรโค้ดและส่งกลับรหัสที่ใช้อ้างอิง ซึ่งต่างจาก REGISTER ตรงที่ REGISTER.ID ใช้งานได้ในแผ่นงานปกติ (worksheet) ไม่เพียงแผ่นงาน Macro และเมื่อเรียกใช้แล้ว สามารถใช้รหัสที่ส่งกลับมาร่วมกับฟังก์ชัน CALL เพื่อเรียกใช้ฟังก์ชันใน DLL ได้
=REGISTER.ID(module_text, procedure, [type_text])
REPLACE แทนที่ข้อความจากตำแหน่งที่กำหนด โดยระบุตำแหน่งเริ่มต้น จำนวนตัวอักษรที่ต้องการลบ และข้อความใหม่ที่จะใส่แทน แตกต่างจาก SUBSTITUTE ที่ค้นหาคำที่ตรงตามความพึงพอใจ REPLACE ใช้ตำแหน่งแน่นอน
=REPLACE(old_text, start_num, num_chars, new_text)
REPT ทำซ้ำข้อความตามจำนวนครั้งที่ระบุ เหมาะสำหรับสร้าง In-cell Bar Chart แสดง Rating ด้วยดาว เติม Padding ให้ข้อความ หรือสร้างเส้นแบ่ง ถ้า number_times เป็นทศนิยมจะถูกตัดเหลือจำนวนเต็ม
=REPT(text, number_times)
RIGHT จะคืนค่าเป็นข้อความ (Text) ที่ถูกตัดมาจากด้านขวาสุดของข้อความต้นฉบับตามจำนวนที่ระบุ ถ้าไม่ระบุจำนวน ฟังก์ชันจะดึงมาเพียง 1 ตัวอักษร.ที่เจ๋งคือสามารถใช้ร่วมกับ LEN หรือ FIND เพื่อตัดข้อความแบบไดนามิกได้ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น Text เสมอ ถ้าต้องการนำไปคำนวณต่อ ต้องแปลงเป็นตัวเลขก่อนครับ
=RIGHT(text, [num_chars])
ROMAN ใช้แปลงตัวเลข (1–3999) ให้เป็นเลขโรมันในรูปข้อความ เช่น 10 → "X" และ 2024 → "MMXXIV" โดยสามารถกำหนดรูปแบบ (form) เพื่อให้เป็นแบบคลาสสิกหรือแบบย่อได้
=ROMAN(number, [form])
ROUND จะปัดตัวเลขไปยังค่าที่ใกล้เคียงที่สุดตามจำนวนหลักที่ระบุ (num_digits) สามารถปัดทศนิยม (ค่าบวก), ปัดเป็นจำนวนเต็ม (0), หรือปัดหลักสิบ หลักร้อย (ค่าลบ) ได้ เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในการสรุปตัวเลข
=ROUND(number, num_digits)
ROUNDDOWN จะปัดตัวเลขลงเข้าหาศูนย์เสมอ (ลดค่าสัมบูรณ์ลง) ตามจำนวนหลักที่กำหนด (num_digits) ให้ผลลัพธ์คล้ายกับ TRUNC สำหรับจำนวนเต็มบวก แต่สามารถระบุหลักทศนิยมหรือหลักหน่วย/สิบ/ร้อยได้
=ROUNDDOWN(number, num_digits)
ROUNDUP จะปัดตัวเลขขึ้นเสมอ 1 ค่าในหลักที่กำหนด โดยไม่สนใจว่าเศษข้างหลังจะเป็นเลขอะไร (ต่างจาก ROUND ปกติที่ต้องดูว่า >=5 หรือไม่) สามารถระบุจำนวนหลักทศนิยม (num_digits) เป็นบวกเพื่อปัดทศนิยม หรือเป็นลบเพื่อปัดหลักหน่วย/หลักสิบ/หลักร้อยได้
=ROUNDUP(number, num_digits)
ROW ส่งคืนหมายเลขแถว (Row Number) ของเซลล์หรือช่วงที่ระบุ ส่งคืนตัวเลขแถว 1, 2, 3… มีประโยชน์ในการกำหนดหมายเลขลำดับแบบไดนามิก และสร้างสูตรที่ปรับตัวตามตำแหน่ง
=ROW([reference])
ส่งกลับจำนวนแถวในอาร์เรย์หรือการอ้างอิง
=ROWS(array)
ฟังก์ชันที่ส่งคืนค่า R-squared (R²) หรือสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ แสดงสัดส่วนของความแปรปรวนในตัวแปรตามที่สามารถอธิบายได้จากตัวแปรอิสระ ค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
=RSQ(known_y's, known_x's)
ฟังก์ชัน RTD ใช้สำหรับดึงข้อมูลแบบ Real-time จากโปรแกรมที่รองรับ COM automation เช่น ราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน หรือข้อมูลที่มีการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง.ที่เจ๋งคือ RTD จะอัพเดทข้อมูลโดยอัตโนมัติเมื่อ Excel อยู่ในโหมดคำนวณอัตโนมัติ ไม่ต้องนั่งกด F9 หรือรีเฟรชด้วยตนเอง ซึ่งเหมาะมากสำหรับการติดตามข้อมูลตลาดการเงิน การวิเคราะห์หุ้น หรือการเชื่อมต่อกับ Data Server ภายนอก
=RTD(ProgID, server, topic1, [topic2], ...)
SEARCH ค้นหาตำแหน่งของคำที่ต้องการในข้อความหลัก ถ้าเจอจะคืนค่าเป็นตัวเลขตำแหน่งที่พบ ถ้าไม่เจอจะคืนค่า #VALUE! ฟังก์ชันนี้ต่างจาก FIND ตรงที่ไม่แยกแยะตัวพิมพ์ (A=a) และสามารถใช้เครื่องหมาย * หรือ ? ในการค้นหาได้
=SEARCH(find_text, within_text, [start_num])
SECOND ดึงค่าวินาที (0-59) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ HOUR และ MINUTE เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
=SECOND(serial_number)
SERIESSUM คำนวณผลรวมของอนุกรมกำลัง (Power Series) โดยใช้ค่า x กำลังต่างๆ กับสัมประสิทธิ์ ใช้ในการประมาณค่า sine, cosine, exponential และอื่นๆ
=SERIESSUM(x, n, m, coefficients)
SIGN ใช้ตรวจสอบเครื่องหมายของตัวเลข โดยคืนค่า 1 (บวก), 0 (ศูนย์), หรือ -1 (ลบ) สะดวกมากเวลาต้องแยกความแตกต่างของตัวเลข
=SIGN(number)
ฟังก์ชัน SIN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Sine ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์.
=SIN(number)
ฟังก์ชัน SINH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Sine ของมุม โดยค่า Hyperbolic Sine (sinh) คือฟังก์ชันที่คล้ายกับฟังก์ชัน Sine แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลาแทนวงกลม เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูงและวิศวกรรม.
=SINH(number)
SKEW คำนวณค่าความเบ้ (Skewness) ของข้อมูล ซึ่งบอกว่าการแจกแจงเบ้ไปทางไหน ค่าบวก = เบ้ขวา ค่าลบ = เบ้ซ้าย ค่าศูนย์ = สมมาตร
=SKEW(number1, [number2], ...)
SLN คำนวณค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง (Straight-Line Depreciation) เท่า ๆ กันทุกปี จนกว่าทรัพย์สินจะถึงมูลค่าซาก
=SLN(cost, salvage, life)
คำนวณความชันของเส้นถดถอยเชิงเส้น ซึ่งบอกให้รู้ว่าค่า Y เปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหนเมื่อค่า X เพิ่มขึ้น ใช้สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูล
=SLOPE(known_y's, known_x's)
SMALL คืนค่าตัวเลขที่น้อยที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MIN ถ้า k=n จะได้ค่าที่มากที่สุด (MAX) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Bottom N ออกมาวิเคราะห์
=SMALL(array, k)
SQRT คำนวณรากที่สองของตัวเลข ใช้ได้กับจำนวนบวกเท่านั้น ถ้าเป็นจำนวนลบจะ error #NUM!
=SQRT(number)
ส่งกลับค่ารากที่สองของ (ค่าที่ระบุ * Pi)
=SQRTPI(number)
STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)
STDEV คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธี n-1
=STDEV(number1, ...)
STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)
=STDEVA(value1, [value2], ...)
หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (เก่า)
=STDEVP(number1, [number2], ...)
STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ
=STDEVPA(value1, [value2], ...)
STEYX หาค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error of Estimate) ของค่า Y ที่พยากรณ์จาก X โดยใช้การถดถอยเชิงเส้น
=STEYX(known_y's, known_x's)
SUBSTITUTE จะค้นหาคำเก่า (old_text) ในข้อความ แล้วแทนที่ด้วยคำใหม่ (new_text) โดยจะแยกแยะตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ (Case-sensitive) สามารถเลือกได้ว่าจะแทนที่ทุกคำที่เจอ หรือแทนที่เฉพาะลำดับที่ระบุ (เช่น เปลี่ยนเฉพาะคำแรก)
=SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])
SUBTOTAL คำนวณผลรวมย่อยหรือสถิติอื่นๆ ที่สามารถ "ตัดแถวซ่อนออก" ได้อัตโนมัติ ต่างจาก SUM ที่รวมทุกอย่าง
=SUBTOTAL(function_num, ref1, [ref2], ...)
SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel
=SUM(number1, [number2], ...)
SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])
SUMSQ คำนวณผลรวมของกำลังสองของตัวเลข ใช้บ่อยในการวิเคราะห์สถิติและค่าคลาดเคลื่อน
=SUMSQ(number1, [number2], ...)
SUMX2MY2 คำนวณผลรวมของผลต่างกำลังสอง (x² – y²) จากสองช่วงข้อมูล เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบสถิติและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูลคู่
=SUMX2MY2(array_x, array_y)
SUMX2PY2 คำนวณ x² + y² สำหรับข้อมูลจับคู่สองชุด แล้วรวมผลทั้งหมด ใช้สำหรับสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล
=SUMX2PY2(array_x, array_y)
SUMXMY2 หาผลรวมของกำลังสองของผลต่าง (Sum of Squares of Differences) ระหว่างสองชุดข้อมูล คำนวณ SUM((x-y)^2) ได้อย่างคล่องแคล่ว
=SUMXMY2(array_x, array_y)
ฟังก์ชัน SYD ใช้คำนวณค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์โดยใช้วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-Years' Digits) ซึ่งเป็นวิธีการเสื่อมราคาแบบเร่งที่ให้ค่าเสื่อมมากในปีแรกและลดลงทีละน้อยตามที่สินทรัพย์เก่าลง
=SYD(cost, salvage, life, per)
T ฟังก์ชันที่ตรวจสอบว่าค่าเป็นข้อความหรือไม่ ถ้าใช่ส่งกลับข้อความเดิม ถ้าไม่ใช่ส่งกลับค่าว่าง
=T(value)
ฟังก์ชัน TAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Tangent ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม
=TAN(number)
ฟังก์ชัน TANH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Tangent ของจำนวนจริง โดยค่า Hyperbolic Tangent (tanh) คือฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันตรีโกณมิติ แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลา เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูง.
=TANH(number)
TBILLEQ แปลง Discount Rate ของตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) เป็น Bond-Equivalent Yield เพื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรทั่วไป
=TBILLEQ(settlement, maturity, discount)
TBILLPRICE คำนวณราคาตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ต่อมูลค่า $100 จากอัตราส่วนลด
=TBILLPRICE(settlement, maturity, discount)
TBILLYIELD คำนวณผลตอบแทน (Yield) ของตั๋วเงินคลังในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยอ้างอิงจากวันซื้อ วันครบกำหนด และราคาซื้อ
=TBILLYIELD(settlement, maturity, pr)
ฟังก์ชัน TDIST ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Student's t-distribution ซึ่งมักใช้ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติเมื่อขนาดตัวอย่างมีน้อยและไม่ทราบค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและถูกแทนที่ด้วย T.DIST และ T.DIST.2T.
=TDIST(x, deg_freedom, tails)