ปัดตัวเลขขึ้นไปตามตัวคูณที่ระบุ โดยจัดการกับตัวเลขติดลบได้ดีกว่า CEILING ธรรมชาติ เลือกทิศทางการปัดได้
Syntax
=CEILING.MATH(number, [significance], [mode])
ปัดตัวเลขขึ้นไปตามตัวคูณที่ระบุ โดยจัดการกับตัวเลขติดลบได้ดีกว่า CEILING ธรรมชาติ เลือกทิศทางการปัดได้
=CEILING.MATH(number, [significance], [mode])
ปัดเศษขึ้นแบบคณิตศาสตร์ให้เป็นจำนวนเต็มหรือตัวคูณของค่าที่ระบุ โดยไม่ว่าค่าจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม
=CEILING.PRECISE(number, [significance])
ข้อมูลเซลล์
=CELL(info_type, [reference])
CHAR แปลงรหัสตัวอักษร (1-255) เป็นตัวอักษรจริง มีประโยชน์สำหรับแทรกอักขระพิเศษที่พิมพ์ยาก เช่น การขึ้นบรรทัดใหม่
=CHAR(number)
[Legacy] ความน่าจะเป็น Chi-Square (หางขวา)
=CHIDIST(x, deg_freedom)
[Legacy] Inverse Chi-Square (หางขวา)
=CHIINV(probability, deg_freedom)
CHISQ.DIST ส่งกลับค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Chi-squared ซึ่งใช้ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
=CHISQ.DIST(x, deg_freedom, cumulative)
CHISQ.DIST.RT คำนวณความน่าจะเป็นหางขวา (P-Value) ของการแจกแจง Chi-Square ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
=CHISQ.DIST.RT(x, deg_freedom)
CHISQ.INV ค้นหาค่าตัวแปร X ที่ทำให้พื้นที่ใต้เส้นโค้งของการแจกแจง Chi-squared ทางท้ายซ้ายเท่ากับความน่าจะเป็นที่กำหนด ใช้ในการวิเคราะห์สถิติเพื่อการทดสอบสมมติฐาน
=CHISQ.INV(probability, deg_freedom)
CHISQ.INV.RT ใช้หาค่าวิกฤต (critical value) ของการแจกแจงแบบ Chi-squared ทางหางขวา โดยให้ความน่าจะเป็นและองศาอิสระ มักใช้ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
=CHISQ.INV.RT(probability, deg_freedom)
CHISQ.TEST ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวโดยเปรียบเทียบค่าจริง (observed) กับค่าคาดหวัง (expected) และคืนค่า P-Value
=CHISQ.TEST(actual_range, expected_range)
ฟังก์ชัน Legacy สำหรับทดสอบไคสแควร์ คืนค่า P-Value เพื่อตรวจสอบความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลจริงกับข้อมูลที่คาดหวัง แนะนำให้ใช้ CHISQ.TEST แทน
=CHITEST(actual_range, expected_range)
CHOOSE เลือกค่าจากรายการค่าตามหมายเลขลำดับที่ระบุ เป็นเหมือนการเลือกรายการจากเมนู ส่งคืนค่าที่ตำแหน่งที่กำหนด มีประโยชน์ในการสร้างสูตรแบบเลือกตามเงื่อนไข
=CHOOSE(index_num, value1, [value2], ...)
ลบตัวอักษรที่ไม่สามารถพิมพ์ได้ (ASCII 0-31) ออกจากข้อความ มีประโยชน์เมื่อคัดลอกข้อมูลจากระบบอื่นที่มีอักขระซ่อนอยู่
=CLEAN(text)
ส่งกลับรหัส ASCII (ANSI code) ของตัวอักษรตัวแรกในข้อความ ตรงข้ามกับฟังก์ชัน CHAR
=CODE(text)
COLUMN ส่งคืนหมายเลขคอลัมน์ (Column Number) ของเซลล์หรือช่วงที่ระบุ ส่งคืนตัวเลขคอลัมน์ 1, 2, 3… (A=1, B=2 เป็นต้น) มีประโยชน์ในการระบุตำแหน่งคอลัมน์แบบไดนามิก
=COLUMN([reference])
นับจำนวนคอลัมน์ทั้งหมดในช่วงข้อมูล (Array/Range)
=COLUMNS(array)
คำนวณจำนวนวิธีจับคู่ (Combination) โดย 'ไม่สนใจลำดับ' (nCr) เช่น เลือกคน 2 คนจาก 5 คนได้กี่แบบ
=COMBIN(number, number_chosen)
ฟังก์ชันที่ใช้หาจำนวนวิธีในการเลือก (Combination) โดยอนุญาตให้เลือกสิ่งของเดียวกันได้มากกว่า 1 ครั้ง
=COMBINA(number, number_chosen)
แปลงตัวเลขส่วนจริงและส่วนจินตภาพให้กลายเป็นจำนวนเชิงซ้อนในรูปแบบ x+yi หรือ x+yj พร้อมใช้กับฟังก์ชันวิศวกรรมอื่นๆ ใน Excel
=COMPLEX(real_num, i_num, [suffix])
CONCAT รวมข้อความจากหลายเซลล์ หรือช่วงข้อมูลเข้าด้วยกัน โดยไม่มีตัวคั่นอัตโนมัติ ต่างจาก CONCATENATE ที่ต้องระบุทีละเซลล์ CONCAT ใช้ได้กับช่วง Range ทำให้การรวมข้อมูลขนาดใหญ่ง่ายกว่า
=CONCAT(text1, [text2], ...)
CONCATENATE เป็นฟังก์ชันแบบเก่าที่ใช้นำข้อความ ตัวเลข หรือค่าจากเซลล์ต่างๆ มาต่อกันให้เป็นข้อความยาวๆ เพียงเส้นเดียว ปัจจุบันสามารถใช้เครื่องหมาย & หรือฟังก์ชัน CONCAT/TEXTJOIN ซึ่งสะดวกกว่าได้
=CONCATENATE(text1, [text2], ...)
ฟังก์ชัน CONFIDENCE ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณช่วงความเชื่อมั่นสำหรับค่าเฉลี่ยประชากร โดยใช้การแจกแจงแบบปกติ เป็นฟังก์ชันเวอร์ชันเก่าที่ถูกแทนที่ด้วย CONFIDENCE.NORM และ CONFIDENCE.T เพื่อความแม่นยำและยืดหยุ่นที่สูงขึ้น.
=CONFIDENCE(alpha, standard_dev, size)
CONFIDENCE.NORM คำนวณ margin of error สำหรับช่วงความเชื่อมั่นของค่าเฉลี่ยประชากร เมื่อทราบค่า standard deviation แบบ Normal Distribution (Z-Test)
=CONFIDENCE.NORM(alpha, standard_dev, size)
CONFIDENCE.T คำนวณช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval) ของค่าเฉลี่ยประชากรโดยใช้การแจกแจงแบบ T-Distribution เหมาะสำหรับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก
=CONFIDENCE.T(alpha, standard_dev, size)
แปลงตัวเลขจากหน่วยวัดหนึ่งไปยังอีกหน่วยหนึ่ง เช่น เมตร เป็น ฟุต, องศาเซลเซียส เป็น ฟาเรนไฮต์, กิโลกรัม เป็น ปอนด์
=CONVERT(number, from_unit, to_unit)
CORREL หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุด ผลลัพธ์เป็น -1 ถึง 1 บอกให้เห็นว่าข้อมูลทั้งสองไปทางเดียวกันหรือสวนทางกัน
=CORREL(array1, array2)
ส่งกลับค่า Cosine (โคไซน์) ของมุมที่ระบุในหน่วยเรเดียน ใช้สำหรับคำนวณปัญหาตรีโกณมิติในวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=COS(number)
คำนวณค่า Hyperbolic Cosine (ไฮเพอร์โบลิก โคไซน์) ของตัวเลขที่ระบุ ซึ่งเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฟิสิกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
=COSH(number)
คำนวณค่า Cotangent ของมุมที่ระบุเป็นเรเดียน โดยเป็นส่วนกลับของ Tangent (COT = 1/TAN = COS/SIN) ใช้ในการแก้ปัญหาทางตรีโกณมิติและงานวิศวกรรม
=COT(number)
ฟังก์ชัน COTH คำนวณค่า Hyperbolic Cotangent (ค่าส่วนกลับของ TANH) สำหรับตัวเลขที่กำหนด โดยใช้สูตร COTH(x) = 1/TANH(x) ซึ่งเป็นฟังก์ชันคณิตศาสตร์ขั้นสูงใช้ในงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=COTH(number)
COUNT นับเฉพาะเซลล์ที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) โดยเพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ ค่า Logic และ error values โดยอัตโนมัติ รวมถึงตัวเลขลบ เปอร์เซ็นต์ วันที่ เวลา เศษส่วน และผลลัพธ์จากสูตรที่คืนค่าเป็นตัวเลข ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะนับข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง
=COUNT(value1, [value2], ...)
COUNTA นับจำนวนเซลล์ที่มีข้อมูลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ข้อความ ค่า Logic (TRUE/FALSE) Error Values หรือแม้แต่ข้อความว่าง ("") ที่เกิดจากสูตร.เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล หรือนับจำนวนรายการโดยไม่สนใจว่าข้อมูลจะเป็น Data Type ใดก็ตาม
=COUNTA(value1, [value2], ...)
COUNTBLANK นับจำนวนเซลล์ว่างในช่วงข้อมูล เหมาะสำหรับตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล
=COUNTBLANK(range)
COUNTIF ใช้นับจำนวนเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขเดียว รองรับเงื่อนไขทั้งตัวเลข ข้อความ และการใช้ Wildcard (*, ?) สำหรับค้นหาแบบ pattern matching ไม่สนใจตัวพิมพ์เล็ก/ใหญ่ (case-insensitive) ข้อจำกัด: criteria ห้ามยาวเกิน 255 ตัวอักษร
=COUNTIF(range, criteria)
COUNTIFS นับจำนวนเซลล์ที่ตรงกับหลายเงื่อนไขพร้อมกัน โดยใช้ AND logic หมายความว่าเงื่อนไขทุกข้อต้องเป็นจริงถึงจะนับ ซึ่งต่างจาก COUNTIF ที่มีได้แค่เงื่อนไขเดียว.ข้อดีคือรองรับได้ถึง 127 คู่ criteria_range/criteria ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับ wildcard characters (* แทนตัวอักษรกี่ตัวก็ได้, ? แทนตัวอักษรหนึ่งตัว) และ operators (>, =, <=, ) สำหรับเปรียบเทียบตัวเลขและวันที่.ที่ต้องระวังคือ criteria_range ทุกตัวต้องมีขนาดเท่ากันทุกประการ (rows × columns) มิฉะนั้นจะเกิด #VALUE! error ทันที COUNTIFS เป็นส่วนหนึ่งของ IFS family (SUMIFS, AVERAGEIFS, MAXIFS, MINIFS) ที่มี syntax คล้ายกัน เหมาะมากสำหรับสร้าง dashboard แบบ real-time และวิเคราะห์ KPI หลายมิติ
=COUNTIFS(criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
COUPDAYBS คำนวณจำนวนวันตั้งแต่วันเริ่มต้นงวดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ซื้อขายพันธบัตร (settlement date) ใช้สำหรับคำนวณดอกเบี้ยค้างรับในการซื้อขายพันธบัตร
=COUPDAYBS(settlement, maturity, frequency, [basis])
ฟังก์ชันคำนวณจำนวนวันทั้งหมดในงวดคูปอง (coupon period) ที่มีวันชำระราคาอยู่
=COUPDAYS(settlement, maturity, frequency, [basis])
COUPDAYSNC ใช้คำนวณจำนวนวันตั้งแต่วันชำระราคา (settlement) จนถึงวันจ่ายดอกเบี้ยถัดไป (next coupon date) สำหรับพันธบัตรหรือหลักทรัพย์อื่น ๆ
=COUPDAYSNC(settlement, maturity, frequency, [basis])
COUPNCD หาวันที่จ่ายดอกเบี้ย (coupon date) ครั้งต่อไปหลังจากวันชำระราคา ใช้สำหรับการคำนวณพันธบัตร
=COUPNCD(settlement, maturity, frequency, [basis])
COUPNUM นับจำนวนงวดดอกเบี้ย (coupon) ที่เหลือระหว่างวันซื้อพันธบัตรกับวันครบกำหนด ใช้สำหรับวิเคราะห์ลงทุนพันธบัตร
=COUPNUM(settlement, maturity, frequency, [basis])
หาวันจ่ายดอกเบี้ยครั้งก่อนหน้าวันชำระราคาของหุ้นกู้ ใช้ในการวิเคราะห์พันธบัตรและการลงทุนอักษร
=COUPPCD(settlement, maturity, frequency, [basis])
ฟังก์ชันเก่าสำหรับคำนวณความแปรปรวนร่วม (Covariance) ระหว่างข้อมูลสองชุด เพื่อวัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ควรใช้ COVARIANCE.P แทน
=COVAR(array1, array2)
ฟังก์ชัน COVARIANCE.P ใช้คำนวณความแปรปรวนร่วมของประชากร (Population Covariance) ซึ่งวัดความสัมพันธ์ระหว่างสองชุดข้อมูล โดยผลลัพธ์บวกแสดงว่าข้อมูลเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ผลลัพธ์ลบแสดงว่าเคลื่อนไหวสวนทางกัน
=COVARIANCE.P(array1, array2)
COVARIANCE.S คำนวณความแปรปรวนร่วมของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Covariance) ซึ่งวัดความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างชุดข้อมูลสองชุด โดยใช้ตัวหาร n-1 สำหรับการประมาณค่าประชากร
=COVARIANCE.S(array1, array2)
ฟังก์ชันเก่า (Legacy) ที่หาจำนวนความสำเร็จขั้นต่ำที่ทำให้ความน่าจะเป็นสะสมมากกว่าหรือเท่ากับค่าที่กำหนด แนะนำให้ใช้ BINOM.INV แทน
=CRITBINOM(trials, probability_s, alpha)
CSC คำนวณค่า Cosecant ของมุม (เรเดียน) ซึ่งเป็นส่วนกลับของ Sine โดย CSC(x) = 1/SIN(x) ใช้ในการคำนวณตรีโกณมิติขั้นสูง
=CSC(number)
คำนวณค่า Hyperbolic Cosecant ของตัวเลข (ส่วนกลับของ SINH) ใช้ในคณิตศาสตร์ขั้นสูงและการวิเคราะห์ฟังก์ชันไฮเปอร์โบลิก
=CSCH(number)
CUBEKPIMEMBER ดึงข้อมูลตัวบ่งชี้ KPI จากคิวบ์ OLAP และส่งกลับค่าจริง เป้าหมาย สถานะ หรือแนวโน้ม ใช้เชื่อมต่อกับ SQL Server Analysis Services เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินงานองค์กร
=CUBEKPIMEMBER(connection, kpi_name, kpi_property, [caption])
CUBEMEMBER ส่งกลับสมาชิกหรือ tuple จากคิวบ์ OLAP โดยใช้ MDX expression เพื่อระบุตำแหน่ง ใช้สำหรับตรวจสอบความมีตัวตนของสมาชิกและสร้าง tuple สำหรับ cube function อื่น
=CUBEMEMBER(connection, member_expression, [caption])