ฟังก์ชัน HARMEAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิก (Harmonic Mean) ของชุดข้อมูลตัวเลข ซึ่งเหมาะสำหรับหาค่าเฉลี่ยของอัตราส่วน เช่น ความเร็วเฉลี่ย อัตราผลตอบแทน หรือกำลังโหลด
Syntax
=HARMEAN(number1, [number2], ...)
ฟังก์ชัน HARMEAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิก (Harmonic Mean) ของชุดข้อมูลตัวเลข ซึ่งเหมาะสำหรับหาค่าเฉลี่ยของอัตราส่วน เช่น ความเร็วเฉลี่ย อัตราผลตอบแทน หรือกำลังโหลด
=HARMEAN(number1, [number2], ...)
HYPGEOM.DIST หาความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบไฮเพอร์จีโอเมทริก ใช้สำหรับสถานการณ์การสุ่มตัวอย่างจากประชากรจำกัดโดยไม่มีการใส่คืน
=HYPGEOM.DIST(sample_s, number_sample, population_s, number_pop, cumulative)
ฟังก์ชัน INTERCEPT ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณจุดที่เส้นถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression Line) ตัดกับแกน Y (ค่า Y เมื่อ X = 0).
=INTERCEPT(known_y's, known_x's)
KURT ใช้คำนวณค่าความโด่ง (Kurtosis) ของชุดข้อมูล เพื่อบอกว่าข้อมูลมีความสูง (peaked) หรือความแบน (flat) เมื่อเทียบกับการแจกแจงปกติ
=KURT(number1, [number2], ...)
LARGE คืนค่าตัวเลขที่มากที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MAX ถ้า k=n จะได้ค่าที่น้อยที่สุด (MIN) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Top N ออกมาวิเคราะห์
=LARGE(array, k)
LINEST คำนวณค่าสถิติสำหรับเส้นตรงที่เหมาะสมที่สุด ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Linear Regression Analysis)
=LINEST(known_y's, [known_x's], [const], [stats])
LOGEST ใช้คำนวณค่าสถิติสำหรับเส้นโค้ง Exponential ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อวิเคราะห์การเติบโตแบบเลขชี้กำลัง
=LOGEST(known_y's, [known_x's], [const], [stats])
LOGNORM.DIST คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Lognormal สำหรับข้อมูลที่มีการแจกแจงเบ้ขวา (โดยทั่วไปข้อมูลที่เป็นบวก)
=LOGNORM.DIST(x, mean, standard_dev, cumulative)
LOGNORM.INV คำนวณค่าผกผันของการแจกแจง Lognormal โดยรับค่าความน่าจะเป็นและส่งคืนค่า X ที่สอดคล้องกับความน่าจะเป็นนั้น ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงิน
=LOGNORM.INV(probability, mean, standard_dev)
MAX คืนค่าสูงสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลประเภทอื่นปนอยู่ในช่วง เหมาะสำหรับหาค่าสูงสุดเช่น คะแนนสูงสุด ยอดขายสูงสุด หรือวันที่ล่าสุด และยังใช้เทคนิค Clamp (จำกัดค่า) โดยการใส่ 0 เป็น argument แรกเพื่อบังคับให้ค่าลบกลายเป็น 0 ได้อีกด้วย
=MAX(number1, [number2], ...)
MAXA หาค่าสูงสุดของรายการ โดยนับรวมข้อความ (=0) และค่าตรรกะ (TRUE=1, FALSE=0) ต่างจาก MAX ที่ไม่รู้จักค่าเหล่านี้
=MAXA(value1, [value2], ...)
MAXIFS ใช้หาค่าสูงสุดจากช่วงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขหนึ่งหรือมากกว่า แตกต่างจาก MAX ที่หาเพียงค่าสูงสุดทั้งหมด MAXIFS มีความยืดหยุ่นในการกรองข้อมูลก่อนหาค่าสูงสุด
=MAXIFS(max_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
MEDIAN คืนค่าที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่ จะได้ค่าตรงกลางพอดี แต่ถ้าเป็นเลขคู่ จะนำ 2 ค่าตรงกลางมาหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับหาค่ากลางของข้อมูลที่มีค่าสุดโต่ง (Outliers) ปะปนอยู่ (เช่น เงินเดือน หรือราคาบ้าน)
=MEDIAN(number1, [number2], ...)
MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด
=MIN(number1, [number2], ...)
หาค่าต่ำสุดของรายการ พร้อมนับรวมข้อความและค่าตรรกะ ต่างจาก MIN ที่ไม่สนใจข้อความ
=MINA(value1, [value2], ...)
MINIFS ช่วยหาค่าต่ำสุดของข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เหมือนการใช้ MIN แต่มีความสามารถในการกรองข้อมูลก่อน
=MINIFS(min_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
MODE.MULT ค้นหาค่าที่ซ้ำกันมากที่สุด (ฐานนิยม) ของข้อมูล และคืนค่าเป็น Array หากมีหลายค่าที่ซ้ำเท่าๆ กัน
=MODE.MULT(number1, [number2], ...)
MODE.SNGL หาค่าฐานนิยม คือค่าที่ปรากฏบ่อยที่สุดในชุดข้อมูล จะส่งกลับค่าเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีค่าซ้ำเลยจะ #N/A
=MODE.SNGL(number1, [number2], ...)
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบทวินามลบ (Negative Binomial Distribution) ใช้เมื่อต้องการหาความน่าจะเป็นของการล้มเหลว x ครั้งก่อนที่จะสำเร็จครบ r ครั้ง
=NEGBINOM.DIST(number_f, number_s, probability_s, cumulative)
NORM.DIST คำนวณความน่าจะเป็นหรือความหนาแน่นของการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) ใช้ในสถิติหรือการวิเคราะห์ข้อมูล
=NORM.DIST(x, mean, standard_dev, cumulative)
NORM.INV ช่วยหาค่า x ของการแจกแจงปกติเมื่อทราบความน่าจะเป็น ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นฟังก์ชันผกผันของ NORM.DIST ที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติและการทำนาย
=NORM.INV(probability, mean, standard_dev)
ฟังก์ชัน NORM.S.DIST ช่วยหาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงปกติมาตรฐาน (Mean=0, SD=1) ใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ
=NORM.S.DIST(z, cumulative)
ฟังก์ชัน NORM.S.INV ใช้หาค่า Z-score (ค่าผกผัน) จากความน่าจะเป็น สำหรับการแจกแจงปกติมาตรฐาน (mean=0, std=1) ส่วนใหญ่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติและการประเมินความเสี่ยง
=NORM.S.INV(probability)
NORMINV หาค่า x ที่ตรงกับความน่าจะเป็นในการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) เหมือนการย้อนกลับจากความน่าจะเป็นไปหาค่าข้อมูล
=NORMINV(probability, mean, standard_dev)
หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ระหว่างสองชุดข้อมูล – เหมือน CORREL
=PEARSON(array1, array2)
PERCENTILE.EXC หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ของข้อมูล โดยไม่รวมค่าที่ 0% และ 100% (Exclusive method) เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีการกระจายตัวแบบปกติและต้องการการประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้น
=PERCENTILE.EXC(array, k)
หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k (แบบ Inclusive: 0 ≤ k ≤ 1) ซึ่งรวมค่าขอบ 0% และ 100% ในการคำนวณ
=PERCENTILE.INC(array, k)
ฟังก์ชันที่หาว่าค่าใดค่าหนึ่งอยู่ที่อันดับเปอร์เซ็นไทล์เท่าไหร่ โดยขอบเขตเป็น 0 ถึง 1 (ไม่รวมขอบเขต)
=PERCENTRANK.EXC(array, x, [significance])
PERCENTRANK.INC หาว่าค่าที่ระบุอยู่ที่ตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ไหน (0-100%) โดยรวม 0% และ 100% ได้
=PERCENTRANK.INC(array, x, [significance])
ฟังก์ชัน PERMUT ใช้สำหรับคำนวณจำนวนวิธีเรียงสับเปลี่ยน (Permutations) ของวัตถุจำนวนหนึ่งที่เลือกมาจากกลุ่มของวัตถุทั้งหมด โดยคำนึงถึงลำดับของการเรียงสับเปลี่ยน ซึ่งแตกต่างจากการจัดหมู่ (Combination) ที่ไม่สนใจลำดับ
=PERMUT(number, number_chosen)
ฟังก์ชัน PERMUTATIONA ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณจำนวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนของวัตถุ (Permutations with repetition) โดยอนุญาตให้มีการทำซ้ำได้ ตัวอักษรเดิมสามารถใช้หลายครั้งได้ ซึ่งต่างจาก PERMUT ที่ห้ามซ้ำ
=PERMUTATIONA(number, number_chosen)
ฟังก์ชัน PHI ส่งกลับค่าฟังก์ชันความหนาแน่นความน่าจะเป็น (PDF) สำหรับการแจกแจงปกติมาตรฐาน (Standard Normal Distribution) ที่ค่า Z ที่ระบุ มีประโยชน์ในการวิเคราะห์สถิติและความน่าจะเป็น
=PHI(x)
PIVOTBY เป็นฟังก์ชัน Excel 365 ที่สร้าง Pivot Table แบบไดนามิก โดยกำหนด Row Fields, Column Fields และ Values ผ่านสูตร พร้อมตั้งค่าการแสดงผลรวมและการเรียงลำดับได้ทันที
=PIVOTBY(row_fields, col_fields, values, function, [field_headers], [row_total_depth], [row_sort_order], [col_total_depth], [col_sort_order], [filter_array])
POISSON.DIST หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบปัวซอง ใช้คำนวณความน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำนวนครั้งในช่วงเวลาที่กำหนด
=POISSON.DIST(x, mean, cumulative)
PROB คำนวณความน่าจะเป็นที่ค่าสุ่มจะตกอยู่ในช่วงที่คุณระบุ โดยใช้ชุดค่าและความน่าจะเป็นของแต่ละค่า
=PROB(x_range, prob_range, lower_limit, [upper_limit])
QUARTILE.EXC หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยใช้วิธี Exclusive (ไม่รวมค่าต่ำสุดและสูงสุด)
=QUARTILE.EXC(array, quart)
ฟังก์ชันที่หาค่าควอร์ไทล์ของชุดข้อมูล โดยอิงจากการแบ่งข้อมูล 4 ส่วนเท่า ๆ กัน
=QUARTILE.INC(array, quart)
RANK.AVG จัดลำดับตัวเลขในช่วงข้อมูล โดยถ้ามีค่าซ้ำกันจะคืนค่าลำดับเฉลี่ย เหมาะสำหรับการจัดอันดับทางสถิติที่ต้องการความเป็นธรรม
=RANK.AVG(number, ref, [order])
RANK.EQ จัดลำดับตัวเลขในช่วงข้อมูล โดยถ้ามีค่าซ้ำกันจะคืนค่าลำดับที่ดีที่สุดเหมือนกัน เหมาะสำหรับการจัดอันดับการแข่งขัน ยอดขาย หรือคะแนน
=RANK.EQ(number, ref, [order])
ฟังก์ชันที่ส่งคืนค่า R-squared (R²) หรือสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ แสดงสัดส่วนของความแปรปรวนในตัวแปรตามที่สามารถอธิบายได้จากตัวแปรอิสระ ค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
=RSQ(known_y's, known_x's)
SKEW คำนวณค่าความเบ้ (Skewness) ของข้อมูล ซึ่งบอกว่าการแจกแจงเบ้ไปทางไหน ค่าบวก = เบ้ขวา ค่าลบ = เบ้ซ้าย ค่าศูนย์ = สมมาตร
=SKEW(number1, [number2], ...)
SKEW.P ใช้คำนวณค่าความเบ้ของการแจกแจงข้อมูลทั้งหมด (ประชากร) ต่างจาก SKEW ที่คำนวณจากข้อมูลตัวอย่าง
=SKEW.P(number1, [number2], ...)
คำนวณความชันของเส้นถดถอยเชิงเส้น ซึ่งบอกให้รู้ว่าค่า Y เปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหนเมื่อค่า X เพิ่มขึ้น ใช้สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูล
=SLOPE(known_y's, known_x's)
SMALL คืนค่าตัวเลขที่น้อยที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MIN ถ้า k=n จะได้ค่าที่มากที่สุด (MAX) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Bottom N ออกมาวิเคราะห์
=SMALL(array, k)
STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)
STDEV.P คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation)
=STDEV.P(number1, [number2], ...)
STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด
=STDEV.S(number1, [number2], ...)
STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)
=STDEVA(value1, [value2], ...)
STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ
=STDEVPA(value1, [value2], ...)
STEYX หาค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error of Estimate) ของค่า Y ที่พยากรณ์จาก X โดยใช้การถดถอยเชิงเส้น
=STEYX(known_y's, known_x's)