Thep Excel

114 functions

ฟังก์ชัน HARMEAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าเฉลี่ยฮาร์โมนิก (Harmonic Mean) ของชุดข้อมูลตัวเลข ซึ่งเหมาะสำหรับหาค่าเฉลี่ยของอัตราส่วน เช่น ความเร็วเฉลี่ย อัตราผลตอบแทน หรือกำลังโหลด

Syntax
=HARMEAN(number1, [number2], ...)

HYPGEOM.DIST หาความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบไฮเพอร์จีโอเมทริก ใช้สำหรับสถานการณ์การสุ่มตัวอย่างจากประชากรจำกัดโดยไม่มีการใส่คืน

Syntax
=HYPGEOM.DIST(sample_s, number_sample, population_s, number_pop, cumulative)

LARGE คืนค่าตัวเลขที่มากที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MAX ถ้า k=n จะได้ค่าที่น้อยที่สุด (MIN) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Top N ออกมาวิเคราะห์

Syntax
=LARGE(array, k)

LOGNORM.INV คำนวณค่าผกผันของการแจกแจง Lognormal โดยรับค่าความน่าจะเป็นและส่งคืนค่า X ที่สอดคล้องกับความน่าจะเป็นนั้น ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงิน

Syntax
=LOGNORM.INV(probability, mean, standard_dev)

MAX คืนค่าสูงสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลประเภทอื่นปนอยู่ในช่วง เหมาะสำหรับหาค่าสูงสุดเช่น คะแนนสูงสุด ยอดขายสูงสุด หรือวันที่ล่าสุด และยังใช้เทคนิค Clamp (จำกัดค่า) โดยการใส่ 0 เป็น argument แรกเพื่อบังคับให้ค่าลบกลายเป็น 0 ได้อีกด้วย

Syntax
=MAX(number1, [number2], ...)

MAXIFS ใช้หาค่าสูงสุดจากช่วงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขหนึ่งหรือมากกว่า แตกต่างจาก MAX ที่หาเพียงค่าสูงสุดทั้งหมด MAXIFS มีความยืดหยุ่นในการกรองข้อมูลก่อนหาค่าสูงสุด

Syntax
=MAXIFS(max_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)

MEDIAN คืนค่าที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่ จะได้ค่าตรงกลางพอดี แต่ถ้าเป็นเลขคู่ จะนำ 2 ค่าตรงกลางมาหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับหาค่ากลางของข้อมูลที่มีค่าสุดโต่ง (Outliers) ปะปนอยู่ (เช่น เงินเดือน หรือราคาบ้าน)

Syntax
=MEDIAN(number1, [number2], ...)

MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด

Syntax
=MIN(number1, [number2], ...)

MINIFS ช่วยหาค่าต่ำสุดของข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เหมือนการใช้ MIN แต่มีความสามารถในการกรองข้อมูลก่อน

Syntax
=MINIFS(min_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)

ฟังก์ชันที่ใช้หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบทวินามลบ (Negative Binomial Distribution) ใช้เมื่อต้องการหาความน่าจะเป็นของการล้มเหลว x ครั้งก่อนที่จะสำเร็จครบ r ครั้ง

Syntax
=NEGBINOM.DIST(number_f, number_s, probability_s, cumulative)

NORM.INV ช่วยหาค่า x ของการแจกแจงปกติเมื่อทราบความน่าจะเป็น ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นฟังก์ชันผกผันของ NORM.DIST ที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติและการทำนาย

Syntax
=NORM.INV(probability, mean, standard_dev)

ฟังก์ชัน NORM.S.INV ใช้หาค่า Z-score (ค่าผกผัน) จากความน่าจะเป็น สำหรับการแจกแจงปกติมาตรฐาน (mean=0, std=1) ส่วนใหญ่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติและการประเมินความเสี่ยง

Syntax
=NORM.S.INV(probability)

NORMINV หาค่า x ที่ตรงกับความน่าจะเป็นในการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) เหมือนการย้อนกลับจากความน่าจะเป็นไปหาค่าข้อมูล

Syntax
=NORMINV(probability, mean, standard_dev)

PERCENTILE.EXC หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ของข้อมูล โดยไม่รวมค่าที่ 0% และ 100% (Exclusive method) เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีการกระจายตัวแบบปกติและต้องการการประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้น

Syntax
=PERCENTILE.EXC(array, k)

ฟังก์ชัน PERMUT ใช้สำหรับคำนวณจำนวนวิธีเรียงสับเปลี่ยน (Permutations) ของวัตถุจำนวนหนึ่งที่เลือกมาจากกลุ่มของวัตถุทั้งหมด โดยคำนึงถึงลำดับของการเรียงสับเปลี่ยน ซึ่งแตกต่างจากการจัดหมู่ (Combination) ที่ไม่สนใจลำดับ

Syntax
=PERMUT(number, number_chosen)

ฟังก์ชัน PERMUTATIONA ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณจำนวนวิธีเรียงสับเปลี่ยนของวัตถุ (Permutations with repetition) โดยอนุญาตให้มีการทำซ้ำได้ ตัวอักษรเดิมสามารถใช้หลายครั้งได้ ซึ่งต่างจาก PERMUT ที่ห้ามซ้ำ

Syntax
=PERMUTATIONA(number, number_chosen)

ฟังก์ชัน PHI ส่งกลับค่าฟังก์ชันความหนาแน่นความน่าจะเป็น (PDF) สำหรับการแจกแจงปกติมาตรฐาน (Standard Normal Distribution) ที่ค่า Z ที่ระบุ มีประโยชน์ในการวิเคราะห์สถิติและความน่าจะเป็น

Syntax
=PHI(x)

PIVOTBY เป็นฟังก์ชัน Excel 365 ที่สร้าง Pivot Table แบบไดนามิก โดยกำหนด Row Fields, Column Fields และ Values ผ่านสูตร พร้อมตั้งค่าการแสดงผลรวมและการเรียงลำดับได้ทันที

Syntax
=PIVOTBY(row_fields, col_fields, values, function, [field_headers], [row_total_depth], [row_sort_order], [col_total_depth], [col_sort_order], [filter_array])

PROB คำนวณความน่าจะเป็นที่ค่าสุ่มจะตกอยู่ในช่วงที่คุณระบุ โดยใช้ชุดค่าและความน่าจะเป็นของแต่ละค่า

Syntax
=PROB(x_range, prob_range, lower_limit, [upper_limit])

RANK.AVG จัดลำดับตัวเลขในช่วงข้อมูล โดยถ้ามีค่าซ้ำกันจะคืนค่าลำดับเฉลี่ย เหมาะสำหรับการจัดอันดับทางสถิติที่ต้องการความเป็นธรรม

Syntax
=RANK.AVG(number, ref, [order])

RANK.EQ จัดลำดับตัวเลขในช่วงข้อมูล โดยถ้ามีค่าซ้ำกันจะคืนค่าลำดับที่ดีที่สุดเหมือนกัน เหมาะสำหรับการจัดอันดับการแข่งขัน ยอดขาย หรือคะแนน

Syntax
=RANK.EQ(number, ref, [order])

ฟังก์ชันที่ส่งคืนค่า R-squared (R²) หรือสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ แสดงสัดส่วนของความแปรปรวนในตัวแปรตามที่สามารถอธิบายได้จากตัวแปรอิสระ ค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1

Syntax
=RSQ(known_y's, known_x's)

คำนวณความชันของเส้นถดถอยเชิงเส้น ซึ่งบอกให้รู้ว่าค่า Y เปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหนเมื่อค่า X เพิ่มขึ้น ใช้สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูล

Syntax
=SLOPE(known_y's, known_x's)

SMALL คืนค่าตัวเลขที่น้อยที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MIN ถ้า k=n จะได้ค่าที่มากที่สุด (MAX) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Bottom N ออกมาวิเคราะห์

Syntax
=SMALL(array, k)

STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้

Syntax
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)

STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด

Syntax
=STDEV.S(number1, [number2], ...)

STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)

Syntax
=STDEVA(value1, [value2], ...)

STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ

Syntax
=STDEVPA(value1, [value2], ...)