หาค่าต่ำสุดของรายการ พร้อมนับรวมข้อความและค่าตรรกะ ต่างจาก MIN ที่ไม่สนใจข้อความ
Syntax
=MINA(value1, [value2], ...)
หาค่าต่ำสุดของรายการ พร้อมนับรวมข้อความและค่าตรรกะ ต่างจาก MIN ที่ไม่สนใจข้อความ
=MINA(value1, [value2], ...)
MINIFS ช่วยหาค่าต่ำสุดของข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เหมือนการใช้ MIN แต่มีความสามารถในการกรองข้อมูลก่อน
=MINIFS(min_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
MINUTE ดึงค่านาที (0-59) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ HOUR และ SECOND เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
=MINUTE(serial_number)
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
=MINVERSE(array)
คำนวณอัตราผลตอบแทนภายในที่ปรับปรุงแล้ว (Modified IRR) โดยแยกอัตราเงินกู้และอัตราลงทุนต่อ ให้ผลลัพธ์สมจริงกว่า IRR ธรรมดา
=MIRR(values, finance_rate, reinvest_rate)
คูณเมทริกซ์ 2 ตัวเข้าด้วยกัน
=MMULT(array1, array2)
MOD คืนค่าเศษเหลือจากการหาร มีประโยชน์มากในการตรวจสอบเลขคู่/คี่ สร้างลำดับวนลูป แยกเวลาจากวันที่ และทำ Conditional Formatting สลับสี
=MOD(number, divisor)
MODE คืนค่าตัวเลขที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในกลุ่มข้อมูล หากมีค่าที่ความถี่สูงสุดเท่ากันหลายค่า MODE จะคืนค่าตัวแรกที่พบ และถ้าไม่มีค่าซ้ำกันเลย จะคืนค่า #N/A (ใน Excel รุ่นใหม่แนะนำให้ใช้ MODE.SNGL หรือ MODE.MULT แทน)
=MODE(number1, [number2], ...)
MODE.MULT ค้นหาค่าที่ซ้ำกันมากที่สุด (ฐานนิยม) ของข้อมูล และคืนค่าเป็น Array หากมีหลายค่าที่ซ้ำเท่าๆ กัน
=MODE.MULT(number1, [number2], ...)
MODE.SNGL หาค่าฐานนิยม คือค่าที่ปรากฏบ่อยที่สุดในชุดข้อมูล จะส่งกลับค่าเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีค่าซ้ำเลยจะ #N/A
=MODE.SNGL(number1, [number2], ...)
MONTH คืนค่าเดือนเป็นตัวเลขจำนวนเต็มระหว่าง 1 (มกราคม) ถึง 12 (ธันวาคม) จากค่า Serial Number ของวันที่ที่ระบุ เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยในการทำรายงานสรุปยอดขายรายเดือน หรือการคำนวณไตรมาส
=MONTH(serial_number)
ปัดเศษจำนวนให้เป็นค่าที่ใกล้เคียงที่สุดตามตัวคูณที่ระบุ เหมาะสำหรับราคา เวลา และการจัดการหลาย ๆ จำนวนเศษ
=MROUND(number, multiple)
ฟังก์ชัน MULTINOMIAL ใช้คำนวณจำนวนวิธีการจัดเรียงสิ่งของเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ โดยใช้สูตร (ผลรวม)! ÷ (จำนวน1! × จำนวน2! × …) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้โจทย์การจัดหมู่และความน่าจะเป็น
=MULTINOMIAL(number1, [number2], [number3], ...)
ฟังก์ชันที่สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Identity Matrix) ขนาด n x n โดยมีเลข 1 ตามแนวเส้นทแยงมุมและเลข 0 ที่ตำแหน่งอื่น ใช้สำหรับการคำนวณพีชคณิตเชิงเส้นและการดำเนินการทางคณิตศาสตร์เมทริกซ์
=MUNIT(dimension)
N แปลงค่าต่างๆให้เป็นตัวเลข (TRUE→1, FALSE→0, วันที่→Serial Number, ข้อความ→0)
=N(value)
ฟังก์ชัน NA() ใช้สำหรับส่งคืนค่าความผิดพลาด #N/A ซึ่งหมายถึง 'ค่าไม่พร้อมใช้งาน' (No Value Available) โดยไม่มีอาร์กิวเมนต์ใดๆ ใช้เพื่อทำเครื่องหมายเซลล์ที่ข้อมูลขาดหายไปหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมเซลล์ว่างในการคำนวณ
=NA()
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบทวินามลบ (Negative Binomial Distribution) ใช้เมื่อต้องการหาความน่าจะเป็นของการล้มเหลว x ครั้งก่อนที่จะสำเร็จครบ r ครั้ง
=NEGBINOM.DIST(number_f, number_s, probability_s, cumulative)
หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบทวินามลบ (เก่า)
=NEGBINOMDIST(number_f, number_s, probability_s)
NETWORKDAYS นับจำนวนวันทำงานทั้งหมด (ไม่นับเสาร์-อาทิตย์) ระหว่างวันที่สองวัน และสามารถหักวันหยุดนักขัตฤกษ์ออกได้ เหมาะสำหรับคำนวณระยะเวลาโปรเจกต์, ลาของพนักงาน, หรือเดือนวันทำงาน
=NETWORKDAYS(start_date, end_date, [holidays])
คำนวณจำนวนวันทำการระหว่างสองวัน โดยสามารถกำหนดว่าวันไหนเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ได้เอง (มีประโยชน์กับประเทศต่างๆ ที่มีเวลาทำงานแตกต่างกัน เช่น ดูไบอาทิตย์-จันทร์ หรือ มาเลเซีย ศุกร์-เสาร์) รองรับทั้งรูปแบบตัวเลข (1-7, 11-17) และรูปแบบข้อความ (7 ตัวอักษร) สำหรับความยืดหยุ่นสูงสุด
=NETWORKDAYS.INTL(start_date, end_date, [weekend], [holidays])
NOMINAL คำนวณอัตราดอกเบี้ยระบุ (Nominal Rate) จาก Effective Rate โดยคำนึงถึงจำนวนครั้งทบต้นต่อปี
=NOMINAL(effect_rate, npery)
NORM.DIST คำนวณความน่าจะเป็นหรือความหนาแน่นของการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) ใช้ในสถิติหรือการวิเคราะห์ข้อมูล
=NORM.DIST(x, mean, standard_dev, cumulative)
NORM.INV ช่วยหาค่า x ของการแจกแจงปกติเมื่อทราบความน่าจะเป็น ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นฟังก์ชันผกผันของ NORM.DIST ที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติและการทำนาย
=NORM.INV(probability, mean, standard_dev)
ฟังก์ชัน NORM.S.DIST ช่วยหาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงปกติมาตรฐาน (Mean=0, SD=1) ใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ
=NORM.S.DIST(z, cumulative)
ฟังก์ชัน NORM.S.INV ใช้หาค่า Z-score (ค่าผกผัน) จากความน่าจะเป็น สำหรับการแจกแจงปกติมาตรฐาน (mean=0, std=1) ส่วนใหญ่ใช้ในการวิเคราะห์สถิติและการประเมินความเสี่ยง
=NORM.S.INV(probability)
ฟังก์ชัน NORMDIST ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) สำหรับค่าที่ระบุ โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและถูกแทนที่ด้วย NORM.DIST.
=NORMDIST(x, mean, standard_dev, cumulative)
NORMINV หาค่า x ที่ตรงกับความน่าจะเป็นในการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) เหมือนการย้อนกลับจากความน่าจะเป็นไปหาค่าข้อมูล
=NORMINV(probability, mean, standard_dev)
หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงปกติมาตรฐาน (เก่า)
=NORMSDIST(z)
NORMSINV เป็นฟังก์ชันชื่อเก่า (legacy) สำหรับหาค่าผกผันของการแจกแจงปกติมาตรฐาน (Standard Normal) โดยรับค่า probability แล้วคืนค่า z-score ที่ทำให้ความน่าจะเป็นสะสมเท่ากับค่านั้น ปัจจุบันแนะนำให้ใช้ NORM.S.INV แทน
=NORMSINV(probability)
NOT ใช้เปลี่ยนค่าตรรกะจาก TRUE เป็น FALSE และจาก FALSE เป็น TRUE มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างเงื่อนไขเชิงปฏิเสธ (Negative Condition) ในสูตรที่ต้องการตรวจสอบว่า 'ไม่ใช่' หรือ 'ไม่เท่ากับ' ค่าบางอย่าง เช่น NOT(ISBLANK()) เพื่อตรวจสอบว่าเซลล์นั้น 'ไม่ว่างเปล่า'
=NOT(logical)
NOW คืนค่า Serial Number ที่ประกอบด้วยจำนวนเต็ม (วันที่) และทศนิยม (เวลา) ตามนาฬิกาของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นฟังก์ชัน Volatile ที่จะเปลี่ยนค่าไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ Sheet มีการคำนวณใหม่
=NOW()
คำนวณจำนวนงวดที่ต้องใช้ในการชำระเงินให้หมดโดยพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ย, เงินที่ชำระต่องวด, เงินต้น, และเป้าหมายเงินที่เหลือ
=NPER(rate, pmt, pv, [fv], [type])
คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิของการลงทุน โดยใช้อัตราคิดลดและกระแสเงินสดในอนาคต
=NPV(rate, value1, ...)
แปลงข้อความให้เป็นตัวเลข โดยกำหนดตัวคั่นทศนิยมและหลักพันได้เอง (ไม่ขึ้นกับ Locale ของระบบ)
=NUMBERVALUE(text, [decimal_separator], [group_separator])
ฟังก์ชัน OCT2BIN ใน Excel ใช้สำหรับแปลงเลขฐานแปด (Octal) เป็นเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีประโยชน์ในการคำนวณทางคอมพิวเตอร์และระบบดิจิทัล.
=OCT2BIN(number, [places])
ฟังก์ชัน OCT2DEC แปลงเลขฐานแปด (Octal/Base-8) เป็นเลขฐานสิบ (Decimal/Base-10) ใช้ในการแปลงค่าตัวเลขที่ใช้เฉพาะตัวเลข 0-7 เป็นรูปแบบที่มนุษย์อ่านได้อย่างง่าย
=OCT2DEC(number)
OCT2HEX ใช้แปลงเลขฐาน 8 (Octal) ให้เป็นเลขฐาน 16 (Hex) โดยมักใช้เมื่อรับค่าจากระบบที่เก็บเป็นฐาน 8 แล้วต้องการแสดง/คำนวณต่อในรูป Hex และสามารถกำหนดจำนวนหลักด้วยอาร์กิวเมนต์ places ได้
=OCT2HEX(number, [places])
ODD ใช้ปัดตัวเลขออกห่างจากศูนย์ไปเป็นจำนวนเต็มคี่ที่ใกล้ที่สุด เช่น 1.5 → 3 และ -1.5 → -3 เหมาะกับการทำการปัดตามกฎเฉพาะที่ต้องเป็นเลขคี่เสมอ
=ODD(number)
ODDFPRICE คำนวณราคาต่อเงินหน้าตั๋ว $100 ของตราสารที่มีช่วงคูปองแรกแปลก (ช่วงเวลาสั้นหรือยาว) ใช้สำหรับตราสารโบนด์ที่มีระยะเวลาชำระดอกเบี้ยครั้งแรกไม่ปกติ เช่น โบนด์ที่ออกในช่วงกลางระหว่างวันชำระปกติ
=ODDFPRICE(settlement, maturity, issue, first_coupon, rate, yld, redemption, frequency, [basis])
ODDFYIELD คำนวณผลตอบแทนประจำปี (yield) ของตราสารที่มีช่วงคูปองแรกแปลก แตกต่างจาก ODDLPRICE ที่คำนวณราคา ODDFYIELD คำนวณอัตราผลตอบแทนแทน ใช้สำหรับวิเคราะห์บอนด์ที่มีช่วงคูปองแรกไม่ปกติ
=ODDFYIELD(settlement, maturity, issue, first_coupon, rate, pr, redemption, frequency, [basis])
ODDLPRICE คำนวณราคาต่อเงินหน้าตั๋ว $100 ของตราสารหนี้ที่มีช่วงคูปองสุดท้ายแปลก (odd last coupon period) ใช้เมื่อตราสารมีการจ่ายคูปองสุดท้ายที่ไม่ปกติหรือสั้นกว่าปกติ
=ODDLPRICE(settlement, maturity, last_interest, rate, yld, redemption, frequency, [basis])
ODDLYIELD คำนวณผลตอบแทนประจำปีของตราสารหนี้ที่มีช่วงคูปองสุดท้ายไม่เป็นมาตรฐาน (odd coupon period) ใช้สำหรับพันธบัตรและหลักทรัพย์ที่มีระยะเวลาชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายผิดปกติ
=ODDLYIELD(settlement, maturity, last_interest, rate, pr, redemption, frequency, [basis])
OR คือฟังก์ชันตรรกศาสตร์ที่ตรวจสอบเงื่อนไขได้สูงสุด 255 ข้อ และจะคืนค่า TRUE ถ้ามี 'เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง' เป็นจริง เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับการสร้างเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น
=OR(logical1, [logical2], ...)
PDURATION คำนวณว่าต้องใช้เวลากี่งวดเพื่อให้เงินลงทุนโตจากมูลค่าปัจจุบันเป็นมูลค่าอนาคตที่ต้องการ
=PDURATION(rate, pv, fv)
หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ระหว่างสองชุดข้อมูล – เหมือน CORREL
=PEARSON(array1, array2)
ฟังก์ชัน PERCENTILE ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณหาค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k ของช่วงข้อมูล ซึ่งเป็นค่าที่แบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ ตามสัดส่วนร้อยละ ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและถูกแทนที่ด้วย PERCENTILE.INC และ PERCENTILE.EXC.
=PERCENTILE(array, k)
PERCENTILE.EXC หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ของข้อมูล โดยไม่รวมค่าที่ 0% และ 100% (Exclusive method) เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีการกระจายตัวแบบปกติและต้องการการประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้น
=PERCENTILE.EXC(array, k)
หาค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ k (แบบ Inclusive: 0 ≤ k ≤ 1) ซึ่งรวมค่าขอบ 0% และ 100% ในการคำนวณ
=PERCENTILE.INC(array, k)
PERCENTRANK เป็นฟังก์ชันชื่อเก่า (legacy) สำหรับคำนวณอันดับแบบเปอร์เซ็นต์ของค่าหนึ่งภายในชุดข้อมูล โดยคืนค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ปัจจุบันแนะนำให้ใช้ PERCENTRANK.INC หรือ PERCENTRANK.EXC แทนเพื่อความชัดเจนและรองรับเวอร์ชันใหม่
=PERCENTRANK(array, x, [significance])
ฟังก์ชันที่หาว่าค่าใดค่าหนึ่งอยู่ที่อันดับเปอร์เซ็นไทล์เท่าไหร่ โดยขอบเขตเป็น 0 ถึง 1 (ไม่รวมขอบเขต)
=PERCENTRANK.EXC(array, x, [significance])