ISNA ตรวจสอบเฉพาะ Error #N/A ที่เกิดจากการค้นหาไม่เจอในฟังก์ชันต่างๆ เช่น VLOOKUP หรือ MATCH มีประโยชน์มากเมื่อต้องแยกแยะระหว่าง "หาไม่เจอ" กับ "สูตรคิดผิด"
Syntax
=ISNA(value)
ISNA ตรวจสอบเฉพาะ Error #N/A ที่เกิดจากการค้นหาไม่เจอในฟังก์ชันต่างๆ เช่น VLOOKUP หรือ MATCH มีประโยชน์มากเมื่อต้องแยกแยะระหว่าง "หาไม่เจอ" กับ "สูตรคิดผิด"
=ISNA(value)
ตรวจสอบว่าไม่ใช่ข้อความหรือไม่ (รวมถึงค่าว่างด้วย)
=ISNONTEXT(value)
ISNUMBER ตรวจสอบค่าที่ระบุว่าเป็นประเภทตัวเลขหรือไม่ (รวมถึงวันที่และเวลาซึ่ง Excel เก็บเป็นตัวเลข) แต่จะไม่นับตัวเลขที่ถูกจัดเก็บเป็นข้อความ (Numbers stored as text) ผลลัพธ์ที่ได้คือ TRUE หรือ FALSE
=ISNUMBER(value)
ปัดเศษขึ้นตามจำนวนที่มีนัยสำคัญที่ระบุ (มาตรฐาน ISO)
=ISO.CEILING(number, [significance])
ตรวจสอบว่าค่าที่ระบุเป็นเลขคี่หรือไม่ ส่งกลับ TRUE ถ้าเป็นคี่ FALSE ถ้าเป็นคู่
=ISODD(value)
ISOWEEKNUM คืนค่าหมายเลขสัปดาห์ตามมาตรฐาน ISO 8601 (สัปดาห์เริ่มวันจันทร์ สัปดาห์แรกมีวันพฤหัสบดี) ทำให้วันที่ 1 ม.ค. อาจอยู่ในสัปดาห์ปีก่อน ใช้ในการรายงานแบบรายสัปดาห์ตามมาตรฐานสากล
=ISOWEEKNUM(date)
ISPMT คำนวณดอกเบี้ยที่จ่ายในแต่ละงวด สำหรับสินเชื่อที่มีการจ่ายเงินต้นเท่าๆ กันตลอด
=ISPMT(rate, per, nper, pv)
ตรวจสอบว่าค่าที่ส่งเข้าไปเป็นการอ้างอิงเซลล์ (Reference) จริง ๆ หรือแค่ค่าธรรมดา คืนค่า TRUE หรือ FALSE
=ISREF(value)
ISTEXT ตรวจสอบว่าค่าในเซลล์เป็นข้อความจริงหรือไม่ จุดเด่นของมันคือมันแยกความแตกต่างระหว่าง '123' (ข้อความ) กับ 123 (ตัวเลข) ซึ่งช่วยเมื่อต้องการตรวจสอบรูปแบบข้อมูลก่อนคำนวณ
=ISTEXT(value)
JIS แปลงตัวอักษร half-width (ครึ่งความกว้าง) เป็น full-width (เต็มความกว้าง) สำหรับภาษาญี่ปุ่นและจีน
=JIS(text)
KURT ใช้คำนวณค่าความโด่ง (Kurtosis) ของชุดข้อมูล เพื่อบอกว่าข้อมูลมีความสูง (peaked) หรือความแบน (flat) เมื่อเทียบกับการแจกแจงปกติ
=KURT(number1, [number2], ...)
LARGE คืนค่าตัวเลขที่มากที่สุดในลำดับที่ k จากช่วงข้อมูล (array) ถ้า k=1 จะได้ค่าเดียวกับ MAX ถ้า k=n จะได้ค่าที่น้อยที่สุด (MIN) ใช้สำหรับจัดอันดับข้อมูลหรือดึงค่า Top N ออกมาวิเคราะห์
=LARGE(array, k)
ฟังก์ชัน LCM ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าคูณร่วมน้อยที่สุด (Least Common Multiple หรือ ค.ร.น.) ของจำนวนเต็มตั้งแต่หนึ่งจำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาหรือการจัดตารางเวลา.
=LCM(number1, [number2], ...)
LEFT ดึงตัวอักษรจากด้านซ้ายสุดของข้อความตามจำนวนที่ต้องการ ถ้าไม่ระบุจำนวนจะดึงมา 1 ตัว ผลลัพธ์เป็น Text เสมอแม้ดึงตัวเลขออกมา
=LEFT(text, [num_chars])
LEN คืนค่าเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม แสดงความยาวของข้อความในเซลล์ มีประโยชน์มากในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Validation) เช่น เช็ครหัสพนักงาน, เบอร์โทรศัพท์, หรือเลขบัตรประชาชน ว่ามีความยาวครบถ้วนหรือไม่
=LEN(text)
LET ช่วยให้คุณกำหนดชื่อตัวแปร (Named Variables) ภายในสูตร Excel เพื่อเก็บค่าหรือผลลัพธ์การคำนวณ จากนั้นนำชื่อเหล่านั้นมาใช้ซ้ำในสูตรเดียวกัน.ทำให้สูตรที่ซับซ้อนอ่านง่ายขึ้นเยอะ ลดข้อผิดพลาดจากการเขียนซ้ำ และเพิ่มความเร็วเพราะแต่ละการคำนวณจะทำงานเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะถูกอ้างอิงกี่ครั้งก็ตาม
=LET(name1, value1, [name2, value2, ...], calculation)
LINEST คำนวณค่าสถิติสำหรับเส้นตรงที่เหมาะสมที่สุด ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Linear Regression Analysis)
=LINEST(known_y's, [known_x's], [const], [stats])
ส่งกลับค่าลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithm) ของตัวเลขที่ป้อน โดยใช้ค่าคงที่ e (2.71828) เป็นฐาน
=LN(number)
ส่งกลับค่าลอการิทึมของตัวเลขตามฐานที่ระบุ (ถ้าไม่ระบุจะใช้ฐาน 10)
=LOG(number, [base])
ส่งกลับค่าลอการิทึมฐาน 10
=LOG10(number)
LOGEST ใช้คำนวณค่าสถิติสำหรับเส้นโค้ง Exponential ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อวิเคราะห์การเติบโตแบบเลขชี้กำลัง
=LOGEST(known_y's, [known_x's], [const], [stats])
หาค่าผกผันของการแจกแจงแบบ Lognormal (เก่า)
=LOGINV(probability, mean, standard_dev)
LOGNORM.DIST คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ Lognormal สำหรับข้อมูลที่มีการแจกแจงเบ้ขวา (โดยทั่วไปข้อมูลที่เป็นบวก)
=LOGNORM.DIST(x, mean, standard_dev, cumulative)
LOGNORM.INV คำนวณค่าผกผันของการแจกแจง Lognormal โดยรับค่าความน่าจะเป็นและส่งคืนค่า X ที่สอดคล้องกับความน่าจะเป็นนั้น ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงิน
=LOGNORM.INV(probability, mean, standard_dev)
คำนวณค่าความน่าจะเป็นสะสมของตัวแปรสุ่มที่แจกแจงแบบ Lognormal ที่ค่าที่ระบุ โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของลอการิทึมของการแจกแจง ฟังก์ชันนี้เป็นเวอร์ชันเก่าและอาจถูกแทนที่ด้วย LOGNORM.DIST.
=LOGNORMDIST(x, mean, standard_dev)
LOOKUP ค้นหาค่าในช่วงข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว (ascending) และคืนค่าจากตำแหน่งเดียวกันในอีกช่วงหนึ่ง มีเทคนิคพิเศษคือหาค่าสุดท้ายที่ไม่ว่าง แนะนำใช้ XLOOKUP แทนสำหรับ Excel 365
=LOOKUP(lookup_value, lookup_vector, [result_vector])
LOWER แปลงข้อความทั้งหมดเป็นตัวพิมพ์เล็ก (lowercase) เหมาะสำหรับทำความสะอาดข้อมูลและเปรียบเทียบข้อความโดยไม่สนตัวพิมพ์ เพราะในบางโปรแกรม Case-sensitive จึงต้องแปลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
=LOWER(text)
MATCH คืนเลขลำดับตำแหน่งของค่าที่ค้นหาในช่วงข้อมูลแถวเดียวหรือคอลัมน์เดียว รองรับการค้นหา 3 โหมด คือ Exact Match (0) ที่ไม่ต้องเรียงข้อมูล, Approximate Match แบบ Less Than or Equal (1) ที่ต้องเรียงจากน้อยไปมาก, และ Greater Than or Equal (-1) ที่ต้องเรียงจากมากไปน้อย รองรับ Wildcard (* และ ?) ในโหมด Exact Match และมักใช้คู่กับ INDEX เป็นรูปแบบ INDEX-MATCH ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP
=MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])
MAX คืนค่าสูงสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลประเภทอื่นปนอยู่ในช่วง เหมาะสำหรับหาค่าสูงสุดเช่น คะแนนสูงสุด ยอดขายสูงสุด หรือวันที่ล่าสุด และยังใช้เทคนิค Clamp (จำกัดค่า) โดยการใส่ 0 เป็น argument แรกเพื่อบังคับให้ค่าลบกลายเป็น 0 ได้อีกด้วย
=MAX(number1, [number2], ...)
MAXA หาค่าสูงสุดของรายการ โดยนับรวมข้อความ (=0) และค่าตรรกะ (TRUE=1, FALSE=0) ต่างจาก MAX ที่ไม่รู้จักค่าเหล่านี้
=MAXA(value1, [value2], ...)
MAXIFS ใช้หาค่าสูงสุดจากช่วงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขหนึ่งหรือมากกว่า แตกต่างจาก MAX ที่หาเพียงค่าสูงสุดทั้งหมด MAXIFS มีความยืดหยุ่นในการกรองข้อมูลก่อนหาค่าสูงสุด
=MAXIFS(max_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
MDETERM ใช้คำนวณค่า Determinant (ดีเทอร์มิแนนต์) ของเมทริกซ์ในช่วงข้อมูล/อาร์เรย์ เหมาะกับงานเชิงเส้น เช่น ตรวจว่าเมทริกซ์เป็นเอกฐานหรือไม่ (Det=0) และใช้ประกอบการหาผกผันของเมทริกซ์ร่วมกับ MINVERSE
=MDETERM(array)
MDURATION ช่วยคำนวณความไว (modified duration) ของพันธบัตรต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ใช้วัดความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย
=MDURATION(settlement, maturity, coupon, yld, frequency, [basis])
MEDIAN คืนค่าที่อยู่ตำแหน่งตรงกลางของชุดข้อมูลที่เรียงลำดับแล้ว หากมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่ จะได้ค่าตรงกลางพอดี แต่ถ้าเป็นเลขคู่ จะนำ 2 ค่าตรงกลางมาหาค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับหาค่ากลางของข้อมูลที่มีค่าสุดโต่ง (Outliers) ปะปนอยู่ (เช่น เงินเดือน หรือราคาบ้าน)
=MEDIAN(number1, [number2], ...)
MID ตัดข้อความออกจากตำแหน่งเริ่มต้นที่คุณกำหนด โดยระบุความยาวของข้อความที่ต้องการ สะดวกมากสำหรับดึงข้อมูลบางส่วนจากข้อความที่ยาว เช่น รหัสสินค้า, รหัสพนักงาน, หรือวันที่ที่ฝังตัวในข้อความ
=MID(text, start_num, num_chars)
MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด
=MIN(number1, [number2], ...)
หาค่าต่ำสุดของรายการ พร้อมนับรวมข้อความและค่าตรรกะ ต่างจาก MIN ที่ไม่สนใจข้อความ
=MINA(value1, [value2], ...)
MINIFS ช่วยหาค่าต่ำสุดของข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เหมือนการใช้ MIN แต่มีความสามารถในการกรองข้อมูลก่อน
=MINIFS(min_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
MINUTE ดึงค่านาที (0-59) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ HOUR และ SECOND เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
=MINUTE(serial_number)
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
=MINVERSE(array)
คำนวณอัตราผลตอบแทนภายในที่ปรับปรุงแล้ว (Modified IRR) โดยแยกอัตราเงินกู้และอัตราลงทุนต่อ ให้ผลลัพธ์สมจริงกว่า IRR ธรรมดา
=MIRR(values, finance_rate, reinvest_rate)
คูณเมทริกซ์ 2 ตัวเข้าด้วยกัน
=MMULT(array1, array2)
MOD คืนค่าเศษเหลือจากการหาร มีประโยชน์มากในการตรวจสอบเลขคู่/คี่ สร้างลำดับวนลูป แยกเวลาจากวันที่ และทำ Conditional Formatting สลับสี
=MOD(number, divisor)
MODE คืนค่าตัวเลขที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในกลุ่มข้อมูล หากมีค่าที่ความถี่สูงสุดเท่ากันหลายค่า MODE จะคืนค่าตัวแรกที่พบ และถ้าไม่มีค่าซ้ำกันเลย จะคืนค่า #N/A (ใน Excel รุ่นใหม่แนะนำให้ใช้ MODE.SNGL หรือ MODE.MULT แทน)
=MODE(number1, [number2], ...)
MODE.MULT ค้นหาค่าที่ซ้ำกันมากที่สุด (ฐานนิยม) ของข้อมูล และคืนค่าเป็น Array หากมีหลายค่าที่ซ้ำเท่าๆ กัน
=MODE.MULT(number1, [number2], ...)
MODE.SNGL หาค่าฐานนิยม คือค่าที่ปรากฏบ่อยที่สุดในชุดข้อมูล จะส่งกลับค่าเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีค่าซ้ำเลยจะ #N/A
=MODE.SNGL(number1, [number2], ...)
MONTH คืนค่าเดือนเป็นตัวเลขจำนวนเต็มระหว่าง 1 (มกราคม) ถึง 12 (ธันวาคม) จากค่า Serial Number ของวันที่ที่ระบุ เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยในการทำรายงานสรุปยอดขายรายเดือน หรือการคำนวณไตรมาส
=MONTH(serial_number)
ปัดเศษจำนวนให้เป็นค่าที่ใกล้เคียงที่สุดตามตัวคูณที่ระบุ เหมาะสำหรับราคา เวลา และการจัดการหลาย ๆ จำนวนเศษ
=MROUND(number, multiple)
ฟังก์ชัน MULTINOMIAL ใช้คำนวณจำนวนวิธีการจัดเรียงสิ่งของเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ โดยใช้สูตร (ผลรวม)! ÷ (จำนวน1! × จำนวน2! × …) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้โจทย์การจัดหมู่และความน่าจะเป็น
=MULTINOMIAL(number1, [number2], [number3], ...)
ฟังก์ชันที่สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Identity Matrix) ขนาด n x n โดยมีเลข 1 ตามแนวเส้นทแยงมุมและเลข 0 ที่ตำแหน่งอื่น ใช้สำหรับการคำนวณพีชคณิตเชิงเส้นและการดำเนินการทางคณิตศาสตร์เมทริกซ์
=MUNIT(dimension)